ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว สร้างรายได้มากกว่า

แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มักจะได้รับความนิยมอยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยกระแสรักษ์โลก อยากสัมผัสกับธรรมชาติ เรียนรู้วิถีดั้งเดิม

แต่ในยุคโรคระบาด และเศรษฐกิจย่ำแย่ หลายแห่งจึงต้องปิดตัวลง แล้วมุ่งเน้นไปหารายได้จาก ผลผลิตเพียงอย่างเดียว ทำให้หลายแห่ง ต้องปิดตัวลง เนื่องจากรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว กระทั่งปัจจุบัน แม้เศรษฐกิจจะกำลังฟื้นตัว แต่ด้านการท่องเที่ยว ก็ยังคงลืม แหล่งทำเงินด้านนี้อยู่

กระแสกลับไปมุ่งเน้น แหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ และด้านสันทนาการหลัก จนทำให้ สวนเกษตร หลายแห่ง ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

แม้ว่าแต่ก่อน การท่องเที่ยวจะจัดเป็น แพคคู่ ไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ ร่วมด้วยการเยี่ยมชม แปลงเกษตร ของชาวสวนดัง ๆ หลายราย แต่นั่นก็เป็นแค่อดีต หากจะมาเน้นการเที่ยว เรือกสวน ไร่นา ขุดดิน ลุยโคลน คิดว่าคงอีกนานกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม


จริง ๆ แล้ว การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่ ความต้องการของคนในระยะหลังมานี้ ที่ผ่านการกักตัว เก็บตัว ถูกจำกัด ด้วยโรคระบาด และเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง พอสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ทำให้เกิดการ อยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่ไม่อยากทำ มากขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ยังไม่กลับมาเป็นที่นิยม เพราะยังคงตอบโจทย์ไม่ได้ เนื่องจากมีอะไรที่ยังคง ธรรมดาเกินไป

การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ที่เน้นความแตกต่าง เพื่อมานำเสนอ อาจเป็นอีกสาเหตุ ที่จะทำให้ ภาคการเกษตร อยู่รอด และอาจถูกมองให้เป็นเรื่อง การท่องเที่ยว ไปด้วยโดยปริยาย หนึ่งในนั้น ผู้เขียนอยากแนะนำเรื่อง การสร้างรายได้ หรือการ ต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ มากไปกว่า การเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว สร้างรายได้มากกว่า

และเพื่อตอกย้ำให้หนักแน่นขึ้น หลายฟาร์ม หลายโครงการเกษตร มักจะไม่ได้เน้นไปเรื่องผลผลิตเพื่อจำหน่ายอีกแล้ว แต่ไปเน้น แค่ให้ได้ผลผลิต เพื่อเป็นตัวอย่าง สำหรับการนำเสนอ และปรับเปลี่ยนวิธีการ จากขายผลผลิต เป็นการขาย วิธีการ แทน ร่วมกับการให้ผู้สนใจที่อยาก ทดลองทำ ได้ทำ และพ่วง จำหน่ายผลผลิตที่มี ต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อเป็นรางวัลปลอบใจ

เปลี่ยนจากขายผลผลิตที่ได้ เป็นขายแนวทาง วิธีการ เพื่อให้ผู้คนไปต่อยอดสร้างรายได้เอง

ผู้เขียนเปรียบแนวคิดแบบนี้ว่า ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว อาจไม่เหมือน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะทำเกษตรไปด้วย เปิดให้เที่ยวเรียนรู้ไปด้วย ไม่ใช่มาเที่ยวแล้วอยากทดลองทำ แต่ไม่ได้อะไรกลับไป

ก็แทบจะเรียกว่า เป็นความเหมือนที่แตกต่าง กับการเกษตรในรูปแบบนี้ หากวัดกันที่เข้าใจ เรามักจะเหมารวมเอาไว้ ว่าหากไปเที่ยวที่หนึ่งที่ใด โดยพื้นที่นั้นมีพื้นที่เกษตรไว้ให้ลูกค้าไปลิ้มลองชิมรสชาด จากผักในแปลง ผลผลิตในสวนได้แบบสด ๆ เก็บองุ่นสดจากไร่ได้นิดหน่อย อาจมีให้ฟังการบรรยาย และความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ และมีการสาธิตการทำเกษตรหลายอย่างบ้าง พร้อมกับทริปจบด้วยการช๊อปสินค้าเกษตรที่วางขาย ในร้านขายของฝาก หรือของที่ระลัก นั่นอาจเป็น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร แบบเดิม

ทำเกษตร แต่มีรายได้ด้านท่องเที่ยว ทำได้จริงหรือ

แต่แนวคิดนี้ เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่า แน่นอนว่า อาจไม่เรียกแขกเหมือนกับการท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากเป็น กลุ่มผู้สนใจเฉพาะ บ้างก็อาจเห็นว่า มีแต่วิชาการ เอาจริง ๆ การทำเกษตร ไม่ต้องเน้นวิชาการมากก็ได้ เพียงแต่ชูจุดยืน ที่ใครก็ได้ สามารถทำเกษตรไปด้วย ได้เที่ยวได้ชมไปด้วย ทำเกษตรแบบไม่ต้องเหนื่อย แต่ได้ผลผลิตจริง เจ้าของแปลงเกษตร อาจต้องเหนื่อยในเรื่อง ข้อมูล และเชี่ยวชาญ ในด้านการปฎิบัติได้จริง ทำได้จริง เห็นผลจริง มากกว่าที่แค่ มาเที่ยวแล้วไม่ได้อะไรกลับไป

แม้ความจริง มันอาจมีอะไร ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น กับความหมายที่แท้จริง จะเป็นการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นทางด้านวิชาการ ในการเรียนรู้ วิถีเกษตรกรรมของชาวชนบท โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ในการดำเนินกิจกรรมให้เกิดการเรียนรู้ ด้านการเกษตร และวิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และเป็นการนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ มาทำให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้เกิดประโยชน์ ทำให้เกิดรายได้ต่อชุมชน และตัวเกษตรกรเอง

ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว สร้างรายได้มากกว่า

การทำเกษตรแนวท่องเที่ยวแบบนี้ อาจสามารถที่จะปลูกฝังการอนุรักษ์ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวได้ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน และผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม แต่นั่นเป็นเพียงแค่หลักการ เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ไม่ได้มีเป้าหมายอยากทำเกษตร แต่อยากท่องเที่ยวมากกว่า ความรู้ที่ได้อาจคืนสู่สวนทันทีที่เดินออกมาขึ้นรถกลับบ้าน

แต่หากเน้นไปที่กลุ่ม ผู้เริ่มต้นอยากทำเกษตร อาจจะมีอะไรหลายอย่างรออยู่ โดยเฉพาะ เมื่อหลุดออกจากสภาพเศรษฐกิจ ที่ต่างคนก็อยากจะรวยกันทั้งนั้น ไม่ได้ การแนะแนวทางทำมาหากินแบบง่าย ๆ อาจเป็นทางออกให้เกษตรกร ได้มีรายได้ และต่อยอดภูมิปัญญาที่มี ไม่ให้หายไปอย่างไร้ค่า ในอนาคต

ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ต่างจาก ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว อย่างไร

ส่วนใหญ่ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เกษตรกรรม สวนเกษตร วนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เพื่อชื่นชมความสวยงาม ความสำเร็จ และเพลิดเพลินในสวนเกษตร ได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ บนพื้นฐานความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แห่งนั้น

แต่ การเกษตรแบบท่องเที่ยว ที่สามารถหยั่งลึกไปกว่านั้น ที่ไม่ได้เจาะจงว่า ผู้เข้ามาเที่ยวจะมีความรู้หรือไม่อย่างไร แต่จุดประสงค์คือ ความอยากทำการเกษตร ความอยากมีรายได้เพิ่ม ความอยากรวย แม้จะไม่ได้มุ่งเน้นรูปแบบทาง วิชาการมากเกินไป แต่หากปรับกลยุทธ์เสียใหม่ เพื่อมุ่งหวังให้ภาคการเกษตรเติบโต และเลี้ยงตัวได้จริง ใคร ๆ ก็สามารถทำได้

ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยว สร้างรายได้มากกว่า

และเมื่อลองให้เห็นว่า มีคนทำได้จริง มีขั้นตอนไม่กี่อย่าง ไม่ต้องไปเรียนรู้ที่ไหน มาที่นี่ครบวงจร จะไม่ดีกว่าหรือ?

ที่อยากจะบอกคือ หากการปลูกฝังให้นักท่องเที่ยว ได้รับรู้และรับทราบ ถึงเบื้องลึกของ การทำเกษตร อย่างจริงจัง อาจเป็นสวนเกษตรที่มีสินค้าเกษตร ที่ให้ผลผลิตจริง เพื่อจำหน่ายจริง และผู้เข้าชมสามารถที่จะ เริ่มต้นปลูกผักกินเอง ปลูกแล้วไม่ต้องรอให้โต หยิบต้นที่โตไปได้เลยในทันที

ด้วยกระบวนการสอนจากเจ้าของสวน ที่เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ด ขุดร่อง พรวนดิน นำเมล็ดผักปลูกลงดิน ไปจนกระทั่งผักโตเป็นขั้นเป็นตอน สามารถเด็ดผักจากสวนมารับประทาน หรือจ่ายเงินเพื่อจะห่อใส่ถุงกลับบ้าน หรือได้ไปทดลองทำโน่นนี่นั่น เกี่ยวกับการเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อได้เรียนรู้ถึงกรรมวิธีการผลิต การเพาะปลูก ตั้งแต่ขั้นแรก จนกระทั่งได้ผลผลิตออกมา เข้าปากเคี้ยว

นี่ต่างหาก ที่ควรทำ

ความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ที่น่าสนใจ ล่าสุดในตอนนี้

error: อนุญาตแบบมีที่มา