เรื่องของ ปุ๋ยอินทรีย์ กับการเกษตร

ปุ๋ยอินทรีย์ กับการทำเกษตร

จำได้ว่าเสนอ วิธีการปลูก ผักสวนครัว และการเกษตรอินทรีย์ไปนักต่อนัก แต่ยังไม่เคยเขียนเรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ อย่างจริงๆ จังๆ ซักที

สำหรับปุ๋ยชนิดนี้ มีข้อจำกัดหลายอย่าง หากจะนำไปใช้ใน วิธี การปลูก ผักสวนครัว ทั่วไป อาจไม่ทันใจเกษตรกร เพราะต้องใช้ในปริมาณที่มาก เนื่องจากมีปริมาณธาตุอาหารต่ำ ใช้เวลาในการทำนาน ที่สารอาหารที่ได้จะสลายลงดินก่อน เพื่อพืชจะนำไปใช้ได้ ไม่สามารถใช้ได้ในทันที แต่ทำไมถึงมีประโยชน์กว่า ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ? และใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

ข้อดี ปุ๋ยอินทรีย์ ไร้ เคมี

  • ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
  • อยู่ในดินได้นานและค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ จึงมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่าปุ๋ยเคมี
  • เมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ มีธาตุอาหารรอง / เสริม อยู่เกือบครบถ้วนตามความต้องการของพืช
  • ส่งเสริมจุลชีพในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • หาได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาผลิต ปุ๋ยอินทรีย์ หาได้ง่าย ไม่ต้องยุ่งยากในการทำ

ปุ๋ยอินทรีย์ กับการทำเกษตร

สำหรับการใช้สารอินทรีย์ที่สลายตัวยากอย่างเช่น ขี้เลื่อย เมื่อใช้วัสดุคลุมดินแล้วถ้าใช้ขี้เลื่อยสดใส่ทับถมกันแน่น จะทำให้เกิดการหมักในสภาพไร้ออกซิเจนจะทำให้อุณหภูมิสูงมาก จนเกิดสารสีดำหรือน้ำตาล ในสภาพนี้ขี้เลื่อยจะอิ่มตัวไปด้วยสารพิษซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ชนิดระเหยง่าย มีกลิ่นฉุนมาก และเกิดไอที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เป็นอันตรายแก่พืชหลายชนิดได้

อย่างไรก็ตาม ขี้เลื่อย ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยใช้ในดินที่ไม่เป็นกรดจัดเกินไป และมีปุ๋ยไนโตรเจนเพียงพอ การใช้ขี้เลื่อยเพื่อทำเป็น ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพ นั้นควรเป็นขี้เลื่อยเก่าที่ย่อยแล้ว หรือปล่อยให้ตากแดดตากฝนในระยะหนึ่ง แล้วใช้ปูนขาวโรยคลุกผสมกับขี้เลื่อยสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่ไปด้วย ในปริมาณที่พอเหมาะก็จะสามารถช่วยลดความเป็นพิษลงได้

ปุ๋ยอินทรีย์ มีข้อจำกัดอะไร

เพราะการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืชของปุ๋ยอินทรีย์ ต้องมีจุลินทรีย์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการย่อยสลายและแยกธาตุต่างๆ ออก แต่ ปุ๋ยอินทรีย์ ราคา แพง กว่า ปุ๋ยเคมี เพราะต้นทุนและการผลิตที่ซับซ้อน เมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหาร และการหาวัตถุดิบในการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพ ก็จะหายาก โดยพิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก ถ้าใส่สารอินทรีย์มากเกินไป เมื่อเกิดการชะล้างจะทำให้เกิดการสะสมของไนเตรทในน้ำใต้ดิน เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอีกด้วย ทางเลือกของการทำปุ๋ยหมัก ดูที่ การทำปุ๋ยอินทรีย์

เมื่อราคาแพงต้อง ผลิต เอง หากการสะสมสารอินทรีย์ในปุ๋ยมากเกินไป แก้ปัญหาด้วยการปลูกพืชหมุนเวียน

การผลิต ปุ๋ยอินทรีย์

ปุ๋ยอินทรีย์ กับการทำเกษตร

  • ปุ๋ยอินทรีย์ ทั่วไป ได้จากวัสดุเนื้อแข็ง และเป็นเศษที่ได้จากธรรมชาติซึ่งจะสลายตัวได้ยาก ไม่เหมาะกับการนำมาใช้เป็นปุ๋ยเพื่อการปลูกพืชที่ไว้ใช้รับประทาน เพราะอาจมีสารพิษเจือปนอยู่มาก สำหรับพืชที่ใช้รับประทานควรเป็น ปุ๋ยพืชสด หรือการใช้วัสดุที่นำมาทำปุ๋ยชนิดที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น แกลบ ใบก้ามปู หรือซากพืชตระกูลถั่วต่างๆ กาบใยมะพร้าว

    สำหรับวัสดุที่ได้จากไม้เนื้อแข็งอย่างขี้เลื่อยนั้นจะมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง เมื่อใส่ในดินปลูกพืชจุลินทรีย์จะแย่งไนโตรเจนในดินไปใช้ในขบวนการย่อย มีผลทำให้พืชขาดไนโตรเจนชั่วคราว ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพืชจะขาดธาตุตัวนี้ธุรกิจขายปุ๋ยส่วนใหญ่ก็ผสมวัสดุแบบนี้ในปุ๋ย

  • ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ หรือปุ๋ยจากวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ส่งกลิ่นเหม็นไม่เป็นที่จูงใจผู้ใช้และสกปรก การใช้วัสดุจากของเหลือทิ้งจากท่อระบายน้ำโสโครกตามอาคารบ้านเรือน ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิดที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท เพราะสารและแร่ธาตุต่างๆ ที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่หรือยังอยู่ระหว่างการย่อยสลายจะทำให้เกิดความร้อนจากการย่อยสลาย เป็นอันตรายต่อรากพืช เช่น การใช้มูลสดๆ ใส่ใกล้โคนพืช

ปุ๋ยอินทรีย์ กับการทำเกษตร

การทำ ปุ๋ยอินทรีย์ กับพืชเกษตร

ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดิน หากดินขาดไนโตรเจน พืชจะโตช้า พืชจะสร้างโปรตีนได้น้อยลง ทำให้ต้นพืชผอมเกร็งไม่อ้วนเต็มที่ ใบพืชจะมีลักษณะเหลืองซีด เพราะผลิตคลอโรฟิลล์ได้น้อยลง ถ้าในดินมีไนโตรเจนมากเกินไป ก็จะทำให้พืชต้นอวบอ้วน ใบใหญ่และเขียวมาก เกิดภาวะเฝือใบ พืชไม่ผอมแต่ล้มง่าย ต้นเปราะหักง่าย ออกดอกยากขึ้น ศัตรูพืชมากขึ้น เราต้องให้พืชได้รับไนโตรเจนอย่างพอเหมาะ ไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไป

โดยในธรรมชาติพืชจะได้รับฮิวมัสในดิน จากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์เพราะพวกนี้เมื่อย่อยสลายแล้วจะปลดปล่อยไนโตรเจนออกมามากกว่าแร่ธาตุชนิดอื่นๆ อาจจะใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ หมัก ชีวภาพ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีที่มีเลขตัวหน้าสูงๆ เช่น 30-20-1 ปุ๋ยสูตรเสมอต่างๆ หรือ 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งมีค่าไนโตรเจนสูงสำหรับพืช ในการเพิ่มไนโตรเจนแก่ดิน แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป

การใช้มูลที่มีทั้งอุจจาระและปัสสาวะสัตว์ปน โดยไม่มีการเจือจางจะทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉาได้เนื่องจากความเค็มของกรดในน้ำปัสสาวะ รวมทั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและปริมาณการใส่มากกว่าปุ๋ยเคมีอีกด้วย