update ข่าวการเกษตรวันนี้

เกษตรไทยกับการก้าวสู่ AEC

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันขบวนการผลิตปุ๋ยไม่ได้มาตรฐานหรือปุ๋ยปลอมทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ย อินทรีย์ ได้มีการปรับกลยุทธ์การผลิตและการตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร โดยผู้ประกอบการใช้วิธีผลิตปุ๋ยปลอมอย่างรวดเร็ว พร้อมเร่งระบายสินค้าไปสู่เกษตรกรโดยตรง ไม่เก็บค้างไว้ในโกดัง ขณะเดียวกันยังมีการจัดโปรโมชั่นขายปุ๋ยเพื่อดึงดูดใจเกษตรกรด้วย อาทิ มีของแถมเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า การลดราคาพิเศษ หรือให้สินเชื่อแบบใช้ก่อนผ่อนทีหลัง นอกจากนั้นยังมีพ่อค้าเร่ขายปุ๋ยไปตามหมู่บ้านต่างๆ และมีนายหน้าในพื้นที่คอยชักชวนเกษตรกรและเปิดโต๊ะจองปุ๋ยราคาถูกด้วย ซึ่งขบวนการดังกล่าวติดตามจับกุมได้ยากขึ้น

โดยเฉพาะช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้เป็นช่วงฤดูเพาะปลูกข้าว ซึ่งคาดการณ์ว่า เกษตรกรจะมีความต้องการใช้ปุ๋ยมากขึ้น เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการลักลอบผลิตปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานออกมาจำหน่ายในตลาด ดังนั้น จึงต้องติดตามสถานการณ์ปุ๋ยอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ปุ๋ยปลอมและปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานเล็ดลอดไปสู่พื้นที่เพาะปลูก สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรในการปลูกพืชผักสวนครัว

สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน แจ้งให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ตามโครงการประกันรายได้เกษตรกร ปีการผลิต 2553/2554

นายบำรุง สังข์สว่าง เกษตรจังหวัดลำพูน กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรเป็นนโยบายเร่งด่วนและจำ เป็น โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกพืช เศรษฐกิจ 3 ชนิด คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ปีการผลิต2553 / 2554 เพื่อให้มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และออกใบรับรองให้เกษตรกรใช้เป็นหลักฐานเข้าร่วมโครงการตามมาตรการประกันราย ได้เกษตรกรของรัฐบาล ระยะเวลาการรับขึ้นทะเบียนผู้ปลุกพืชข้าวนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึง 30 พฤศจิกายน 2553 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่ วันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคม 2553 และมันสำปะหลังตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนถึง 31 ตุลาคม 2553 เกษตรกรที่สนใจต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตร อำเภอ หรือที่ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลในพื้นที่ หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน โทร. 0 – 5351-1120 ต่อ 17

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย รายงานขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 27 จังหวัด 189 อำเภอ 1,363 ตำบล 12,348 หมู่บ้าน แยกเป็น ภาคเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลำปาง ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี

พื้นที่การเกษตรได้รับเสียหาย 1,183,834 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 916,784 ไร่ นาข้าว 89,313 ไร่ และพืชอื่นๆ 177,737 ไร่ ใน 45 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ ลำปาง สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี กระบี่ นครศรีธรรมราช ระนอง พัทลุง สตูล สุราษฎร์ธานี ตรัง

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยแล้งได้แจก จ่ายน้ำอุปโภคและบริโภคจำนวน 276,482,614 ลิตร พร้อมซ่อมสร้างทำนบและฝายกั้นน้ำ 1,001 แห่ง ขุดลอกแหล่งน้ำ 776 แห่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยแล้ง

ทั้งนี้ จากการติดตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า แม้จะเริ่มมีฝนตกในหลายพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ตกบริเวณท้ายเขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศยังมีปริมาณน้อยมาก ประกอบกับต้องระบายน้ำออกเพื่อรักษาระบบนิเวศและการอุปโภคบริโภค ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง