สุพรรณบุรี 1 ข้าวต้านเพลี้ย

ข้าวไทย ในตลาดโลก

หากถามหาสายพันธุ์ข้าวไทย ที่มีคุณสมบัติ ทนหนาว และต้านเพลี้ยได้ดี เมื่อผ่านฤดูน้ำท่วมและเข้าสู่ช่วงน้ำลด นั่นหมายถึงประเทศไทยกำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูกาลที่มีอาการหนาวเย็นไปอีก 3-4 เดือน โดยเฉพาะในปี 2556 นี้ หนาวเย็นยะเยือก และนับเป็นช่วงระยะที่ชาวนามีความจำเป็นต้องลงมือหว่านไถเภื่อปลูกข้าวกันแล้ว โดยระหว่างเดือน พ.ย. – ธ.ค. ถือเป็นฤดูนาปรังของทุกรอบปี



ช่วงเวลาคาบเกี่ยวฤดูหนาวนี้เอง หากเกษตรกรไปเลือกสายพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะคอรวงสั้น อย่างเช่นพันธุ์ชัยนาท 1 , ปทุมธานี 1 , พิษณุโลก 2 , ข้าว กข 49 และพันธุ์อื่นๆ ก็อาจเป็นปัญหา เพราะอากาศหนาวเย็นจะทำให้รวงข้าวโผล่ไม่พ้นกาบใบโดยเฉพาะปลายรวงในส่วนที่เหนือกาบใบธง จะตั้งและไม่โน้มรวง ทำให้เมล็ดข้าวที่ได้จะลีบและบางไม่ได้น้ำหนัก ส่วนโคนรวงถึงกลางรวงที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกาบใบธง เมล็ดจะลีบทั้งหมด โดยที่เมล็ดที่ลีบนั้นสาเหตุก็เนื่องจากข้าวไม่ผสมเกสร เพราะอุณหภูมิมีผลกระทบต่อการผสมเกสรของข้าว และผลผลิตของข้าว โดยหากมีอุณหภูมิ 15-20 องศาฯ จะทำให้เมล็ดข้าวลีบ ซึ่งช่วงข้าวระยะเวลา 10-14 วัน ก่อนการออกดอก ที่ช่วงกลางคืนมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาฯ ซึ่งหากเจอลักษณะนี้ก็คาดการณ์ได้เลยว่า ผลผลิตข้าวจะไม่ดีอย่างที่คิด แม้จะเก็บไว้ทำเป็นข้าวนึ่ง ก็ตาม

ข้าวทนหนาว ต้านเพลี้ย

ข้าวสายพันธุ์ สุพรรณบุรี 1 ข้าวไทยที่ไม่กลัวความหนาว เป็นข้าวต้านเพลี้ย ที่ดีอีกชนิดหนึ่ง อันที่จริงแล้วข้าวไทยที่ทนต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดีนั้นก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะคอรวงยาว เช่น สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 3 กข31 (ปทุมธานี 80) และ กข39 เพราะเมื่อกระทบกับอากาศที่เย็นในช่วงข้าวกำลังตั้งท้องหรือออกดอกแล้ว ผลผลิตที่ได้จะไม่เสียหายมาก เพียงแต่คอรวง และความยาวเมล็ดข้าวจะหดสั้นลงไปเท่านั้น

สุพรรณบุรี 1 ข้าวต้านเพลี้ย

แต่ในหลายสายพันธุ์ที่กล่าวมานั้น ก็มีไม่กี่สายพันธุ์ที่มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และหนึ่งในนั้นที่ต้านทานได้ดีที่สุดก็คือ ข้าวไทยสุพรรณบุรี 1 นั่นเอง สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงข้าวสายพันธุ์นี้ก็เพราะมีความสามารถต้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแล้ว ยังสามารถต้านทานอากาศหนาวได้ดีอีกด้วย และในรอบการทำนาปรังนั้น ชาวนาไทยต้องเจอกับปัญหาพร้อมๆ กันในหลายด้าน ทั้งเพลี้ยกระโดดที่ระบาดรุนแรงทำลายข้าวไปหลายแสนไร่ในแต่ละปี รวมทั้งปัญหาในเรื่องของกรมชลประทานงดส่งน้ำเพื่อทำนาปรัง และปัญหาแหล่งน้ำไม่เพียงพอ แล้วยังมีอากาศที่หนาวเข้ามาอีก เรียกว่าในปีนั้นๆ เจอไปหลายเด้ง และชาวนาก็ต้องเร่งปลูกข้าวให้สุกก่อนน้ำจะหมด

สุพรรณบุรี 1 ข้าวต้านเพลี้ย

ในเรื่องของอากาศหนาวและเพลี้ยกระโดดนั้น เป็นการเลือกสายพันธุ์เพื่อป้องกันไว้ก่อน โดยข้าวสุพรรณบุรี 1 (Suphan Buri 1) นั้นเป็นข้าวเจ้าที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างลูกผสมชั่วที่ 1 IR25393-57-2-3/กข23/IR27316-96-3-2-2 และลูกผสมชั่วที่ 1 ของ SPRLR77205-3-2-1-1/SPRLR79134-51-2-2 ที่สถานีทดลองข้าวสุพรรณบุรี เมื่อ 2528

ก่อนทำการเลือกและปลูกคัดเลือกจนได้สายพันธุ์ SPRLR85163-5-1-1-2 และได้รับการประกาศรับรองพันธุ์จากคณะกรรมการวิจัยและพัฒนา กรมวิชาการเกษตร ให้เป็นพันธุ์รับรองเมื่อ 28 ตุลาคม 2537

สุพรรณบุรี 1

ลักษณะเด่นคือเป็นข้าวเจ้านาสวน สูงประมาณ 125 เซนติเมตร ไม่ไวต่อช่วงแสง มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120 วัน นั่นหมายถึงหากปลูกในเดือนพฤศจิกายน ก็จะเก็บเกี่ยวได้ในราวเดือน มกราคา-กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ในฤดูหนาวพอดี (ปกติจะหนาวตั้งแต่ ธันวาคม-กุมภาพันธ์) ด้วยลักษณะทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ทำให้ต้านทานลมในช่วงฤดูหนาวได้ดี ใบมีสีเขียวเข้ม มีขน กาบใบและปล้องสีเขียว ใบธงยาวค่อนข้างตั้งตรง คอรวงยาว รวงค่อนข้างแน่น

พัฒนาข้าวหอมมะลิในทุ่งสัมฤทธิ์

สำหรับเมล็ดข้าวเปลือกที่ได้จะมีสีฟาง ระยะพักตัวของเมล็ดจะประมาณ 22 วัน ข้าวสุพรรณบุรี 1 จัดเป็นข้าวเมล็ดยาว โดยเมล็ดข้าวเปลือกยาวประมาณ 10.0×2.4×2.2 มิลลิเมตร และเมล็ดข้าวกล้อง 7.3×2.2×1.8 มิลลิเมตร (ยาวxกว้างxหนา) ด้วยเป็นข้าวที่มีปริมาณอมิโลส 29% ทำให้สุพรรณบุรี 1 เมื่อหุงสุกแล้วคุณภาพข้าวสุกจะมีลักษณะร่าน แข็ง เหมาะกับการนำไปทำเป็นข้าวผัด