Smart Farming Technologies

Smart Farming Technologies

One of the gadgets in the spotlight is a solar-powered, wireless cattle collar that gathers information about an individual animal’s location and behaviour. This includes when it grazes, ruminates, sleeps or walks and indicators of animal health.

ข้างต้นคือเทคโนโลยีที่ถูกถ่ายทอดสู่ภาคเกษตรกรที่เห็นได้อย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ แต่หากยังคงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลายคนคุ้นตากันดีเนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ติดตัวไปตามบ้านเรือนที่อาศัยอยู่แล้ว แม้อัตราส่วนของรายได้ประชาชาติ (GDP) ที่มาจากภาคเกษตรของประเทศไทยจะลดลงเรื่อยๆ และน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการไปแล้วก็ตาม แต่เกษตรกรรมก็ยังคงเป็นฐานอาชีพของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย และถือเป็นความมั่นคงของชาติไปแล้วด้วยซ้ำ และในอนาคตจะกลายมาเป็นความมั่นคงของโลก แต่ประชากรภาคเกษตรส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในฐานะที่ต่อรองอะไรไม่ได้มาก



จำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องรักษาความเป็นเจ้าของ หรือต้องพยายามพัฒนาทุกด้านในภาคการเกษตร ให้เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีเกษตรให้ได้ ซึ่งเมื่อเปิด AEC แล้ว เทคโนโลยีเกษตรที่เอง ที่จะเป็นสิ่งที่ประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในย่านนี้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถขยับขยายความมั่นคงทางด้านอาหาร ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่ยาก

Smart Farming

ก่อนจะเป็นระบบ smart farm จำเป็นต้องเริ่มปลูกสร้างรากฐานให้ดีเสียก่อน โดยข้อมูลของ Sittikorn Nualrod ได้ให้แนวคิดไว้อย่างยอดเยี่ยมว่า smart farm ควรเริ่มทีละระดับ เพราะก่อนจะใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูง ประเทศเราน่าจะมีระบบพื้นฐานที่สมบูรณ์ก่อน ซึ่งสามารถแยกเป็นระดับตามมุมมองดังนี้

Smart Farming Technologies

  • Smart Communication การทำระบบสารสนเทศให้เกษตรกร ให้เป็นเครือข่ายเกษตรกรตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาคส่วน ไปจนกระทั่งระดับประเทศ โดยการเก็บข้อมูลการเกษตรทั้งระบบ เริ่มต้นตั้งแต่การเพาะปลูก การบำรุงรักษาโดยภูมิปัญญา ผลผลิตจากเกษตรกร และคาดการแนวโน้มราคาผลผลิตและความต้องการของตลาดในอนาคต เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจทำการเกษตรได้อย่างถูกต้องแม่นยำ การให้ข้อมูลคาดการด้านอุตินิยมวิทยาอย่างแม่นยำในระดับละเอียดสูงสุด ให้ข้อมูลด้านราคาเฉลี่ยเพื่อลดการเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง มีเทคโนโลยีในส่วนของตลาดสินค้าเกษตรเพื่อให้นักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศสามารถติดต่อกับเกษตรกรได้โดยตรง เพื่อให้สามารถซื้อขายกันได้โดยตรง มีศูนย์ให้คำปรึกษา ศูนย์ทดสอบคุณภาพสินค้าประจำเขต หรือในจังหวัด เพื่อรับรองสินค้าเกษตรให้สามารถส่งขายได้ในระดับสากล ทั้งหมดก็เพื่อต้องการจะช่วยยกระดับสินค้าเกษตรได้ในทันที
  • Farming Assistant ระบบช่วยเหลือการเกษตร จะมีความสำคัญเมื่อเกษตรกรเริ่มเข้าสู่ภาคการเกษตรแบบคุณภาพ ต้องมีการรักษาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานอยู่ตลอดเวลา ระบบพวกนี้จะเริ่มจากการพัฒนาเครื่องวัดสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่ต้องควบคุมเช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณแร่ธาตุในดิน คุณภาพปุ๋ย แมลงศัตรูพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามคุณภาพ ด้วยข้อมูลแบบเดียวกัน แต่แตกต่างในด้านภูมิปัญญาของเกษตรกรเอง ที่จะเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรนั้นๆ และอื่นๆ ที่จะช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพของพืชผัก ผลไม้ได้
  • Tele Farming ระบบนี้จะเข้ามามีบทบาทกับเกษตรกรที่ทำการเกษตรในระดับใหญ่ๆ ที่ต้องจ้างแรงงานจำนวนมากในการทำการเกษตร ระบบควบคุมทางไกลนี้ หมายรวมถึงการส่งผ่านข้อมูลต่างๆ ของเซนเซอร์ที่ติดตั้งอยู่อย่างครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรม ไม่ว่างจะเป็นระบบกล้อง ลำโพงสั่งการ เซนเซอร์วัดค่าต่างๆ ระบบควบคุมการรดน้ำ การให้ปุ๋ยอัตโนมัติ ระบบตรวจจับแมลงศัตรูพืชในพื้นที่ต่างๆ ทำให้เกษตรกรสามารถทำงานได้จากทุกที่ทุกเวลา
  • Intelligent Farming ซึ่งเป็นขั้นสุดในการเกษตรแบบ smart farm คือใช้แรงงานหุ่นยนต์มาทดแทนแรงงานคนอย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนจะมาเป็น Smart Farming เต็มตัว

เทคโนโลยีทางด้านเกษตรอันนึงที่คิดว่าประเทศไทยควรพัฒนา และควรเป็นผู้นำให้ได้ นั่นคือ หุ่นยนต์เกษตรกรรม (Farm Robots) เรามีสถาบันการศึกษามากมายที่ทำงานวิจัยและพัฒนาทางด้านนี้ แต่น่าเสียดายว่า ที่ผ่านมา เราค่อนข้างเดินไปผิดทาง คือไปเน้นการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อไปแข่งขันกันมากกว่าช่วยเหลือภาคเกษตร

ไปเน้นการพัฒนาด้านอื่นมากมาย ที่ไม่ได้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ได้ประกาศตัวที่จะเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ใน AEC ให้จงได้ ดังนั้นในปีที่แล้ว มาเลเซียจึงประกาศจะจัดทำแผนที่นำทางแห่งชาติทางด้านหุ่นยนต์ศาสตร์ ซึ่งมีเป้าหมายจะทำให้มาเลเซียเป็นผู้นำทางด้านหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติในกลุ่มประเทศ AEC และติดอันดับโลก

ซึ่งเมื่อมองความตั้งใจของมาเลเซียแล้ว ทำให้คิดว่าประเทศไทยคงเกิดอาการหืดขึ้นคอไม่มากก็น้อย แต่ก็ยังมีความเชื่อว่า ถ้าหันไปเน้นเฉพาะเรื่องของเกษตรกรรม ก็ยังอาจจะพอแข่งได้ โดยจะต้องเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่เกี่ยวกับเกษตรกรรม เครื่องทุ่นแรงต่างๆ ระบบอัจฉริยะที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร ได้ทำงานในไร่ได้ง่ายขึ้น

โดยระบบจะเป็นตัวช่วยตัดสินใจที่จะทำให้เกษตรกร สามารถตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้ถูกที่ถูกเวลา ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และลดความเสียหายในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ รวมไปถึงแพล็ตฟอร์มทางด้านเกษตรบนสมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้ชาวไร่ ชาวนา ได้มี Applications ทางด้านการเกษตรไว้ช่วยเหลือในการทำนา ทำไร่ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเข้าหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น

Smart Farming Technologies

นักวิจัยทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในเรื่องของหุ่นยนต์เกษตรกรรม เพราะนับวันอาชีพเกษตรกรจะกลายเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ ยิ่งประเทศพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จำนวนของเกษตรกรก็จะยิ่งลดลง ดังนั้นในอนาคต หุ่นยนต์จึงน่าจะเข้ามาเป็นแรงงานสำคัญในไร่นา สำหรับงานในไร่ที่หุ่นยนต์สามารถทำได้นั้นมีได้มากมาย ตามแต่จินตนาการกันไป ลองหลับตานึกภาพตามกันดู

Smart Farming Technologies

Farm Robots

หุ่นยนต์ที่เป็นนวัตกรรมภาคเกษตร ที่เราเห็นกันจนคุ้นตา ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเครื่องจักรหนัก ตั้งแต่ระบบการพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระบบการเก็บเกี่ยวและคัดแยก ระบบการปลูกหรือหยอดเมล็ด ตัวหุ่นยนต์จริงๆ แทบจะไม่มีเลยที่เห็นและก็ยังไม่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องและสามารถใช้งานจริงได้ แม้จะมีใช้งานได้แต่ก็แค่ในแปลงสาธิต ไม่ครอบคลุมพื้นที่ ทำได้ก็แค่การสาธิตในระดับเล็กๆ เนื่องจากต้นทุนในการพัฒนาสูง เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายที่จะนำหุ่นยนต์ไปใช้ในแปลงเกษตร จึงทำให้เครื่องจักรหนัก ได้รับความนิยมมากกว่าหุ่นยนต์ขนาดเล็ก

อนาคตในอีกหลายร้อยชาติ Farm Robots เหล่านี้จะแพร่กระจายสู่แหล่งเพาะปลูกของท่าน

  • หุ่นยนต์ปลูกผัก สามารถที่จะวิ่งไปตามแปลงผัก ขุดรูแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป โดยมันจะขุดรูแต่ละรูให้ห่างกันในระยะที่เท่าๆ กัน แถมยังสามารถหยอดปุ๋ยลงไปในปริมาณที่เท่ากันด้วย
  • หุ่นยนต์ล่าแมลง สามารถที่จะวิ่งไปในแปลงปลูก สแกนหาแมลงศัตรูพืช มันสามารถฉีดพ่นยาไปยังตัวแมลงได้อย่างแม่นยำ เราสามารถปล่อยมันอยู่ในไร่ทั้งวันโดยไม่บ่นเลย ซึ่งมันก็จะใช้พลังงานที่ได้จากโซลาร์เซลล์ หุ่นยนต์ประเภทเดียวกันนี้ยังใช้ในการถอนวัชพืชต่างๆ โดยปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ในไร่ได้ทั้งวัน
  • หุ่นยนต์เซ็๋นเซอร์ ที่จะวิ่งตรวจหาสิ่งผิดปกติต่างๆ ในไร่ หรือ สุ่มตัวอย่างๆ ในไร่ เช่น วิ่งไปดูว่าผลไม้ที่ปลูกในแต่ละต้น เป็นอย่างไร มันสามารถเก็บข้อมูลแล้วจดจำได้อย่างแม่นยำ ทำให้เจ้าของไร่ทราบอย่างละเอียดว่า ต้นไหนมีผลกี่ลูก ขนาดเฉลี่ยเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประเมินวันเก็บเกี่ยว และทราบปริมาณผลผลิตได้อย่างแม่นยำ
  • หุ่นยนต์เซ็นเซอร์ที่วิ่งเก็บข้อมูลในไร่ เช่น ความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน ความอุดมสมบูรณ์ของดินในแปลงต่างๆ รวมทั้งหุ่นยนต์แบบบินได้ (Flying Robots) ที่จะบินขึ้นไปเก็บข้อมูล และภาพมุมสูงของไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถตรวจสภาพผลผลิต และปัจจัยต่างๆ เช่น Leaf Index, Chorophyll Index ด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาถูก

สำหรับพืชบางชนิดที่ต้องการการเก็บผลผลิตแบบประณีต หุ่นยนต์อาจจะนำมาใช้ในการเก็บเกี่ยวผลจากตัวต้น หรือใช้ดูแลผลไม้ที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ งานน่าเบื่ออย่างนี้ ต้องหุ่นยนต์เท่านั้น

แต่ดูเหมือนว่าประเทศไทยอาจจะมีหุ่นยนต์ใช้ในภาคการเกษตรในอีกหลายร้อยชาติข้างหน้า ก่อนหน้านั้น ควรแก้ปัญหาน้ำท่วมในภาคเกษตรให้ได้ก่อน เพราะแม้จะมีหุ่นยนต์เต็มแปลงนา หากน้ำท่วม ก็คงพังกันทั้งหมด คงไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนบินหนีน้ำท่วมได้แน่นอน

Credit – Picture from Center of Nanotechnology, Faculty of Science, Mahidol University
Credit – facebook เกษตรอัจฉริยะ-Smart-Farm