ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คุณค่าข้าวไทย

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ Rice Berry

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แตกต่างอย่างมีมูลค่า ในตัวของมันเอง เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาหากถามว่ารู้จัก ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Rice Berry) หรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงตอบว่าไม่รู้จัก แต่ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาข้าวชนิดนี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการข้าวไทย

โดยเฉพาะหลังจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับบริษัท ชิงตั๊ก กรุ๊ป จำกัด เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ในการผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 700 ตัน ซึ่งบริษัท ชิงตั๊ก กรุ๊ป จำกัด ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการผลิตเป็นจำนวนเงิน 49,000,000 บาท (สี่สิบเก้าล้านบาทถ้วน) และให้การสนับสนุนในเรื่องภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันมีเกษตรกรบางรายนำ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” ไปแปรรูปและสร้างรายได้สูงถึงไร่ละสองแสนบาทเลยทีเดียว



ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Rice Berry) คืออะไร

ข้าวพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ร่วมมือกับคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการปรับปรุงพันธุ์ โดย รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 จากนั้นได้ทำการศึกษาเพาะปลูก จนสามารถส่งเสริมให้เกิดการเพาะปลูกได้อย่างกว้างขวาง

พันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวดอกมะลิ105 จึงไม่เป็นสีดำ แต่มีลักษณะเป็นสีแดงแบบลูกเบอร์รี่ (ลูกหม่อน) ที่สุกแล้ว รูปร่างเมล็ดเรียวยาวเมื่อหุ้งป็นข้าวเจ้าจะมีลักษณะเป็นสีม่วงเข้ม มีความนุ่มนวลแต่ยืดหยุ่นรสชาติอมหวาน มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นยังสะดวกในการหุงโดยสามารถปรับปริมาณการใส่น้ำได้ตามความชอบว่าจะรับประทานแบบใด หรือจะทำเป็นข้าวต้มก็ได้ ที่สำคัญคือ สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และสามารถต้านทานโรคไหม้ในข้าวได้ดีมากอีกทั้งทนทานต่อสภาพธาตุเหล็กเป็นพิษในดินได้อีกด้วย

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ Rice Berry

ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นของ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก โดยตลาดเป้าหมายที่สำคัญของข้าวไรซ์เบอร์รี่ แบ่งออกเป็น 2 ตลาดใหญ่ ๆ คือ

1. ข้าวไรซ์เบอร์รี่สำหรับบริโภค ข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นข้าวที่พัฒนาสายพันธุ์โดยคนไทย ทำให้มีความแตกต่างจากข้าวทั่วๆไปในท้องตลาด โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องการต้านอนุมูลอิสระส่งผลให้ตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ

2. ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากจุดเด่นเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้มีการนำข้าวไรซ์เบอร์รี่ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น น้ำมันรำข้าว วุ้นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ไอศกรีมจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ฯลฯ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ดูจะทำเงินให้แก่เกษตรกรมากคือ การแปรรูปเป็นน้ำมันรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ และนำไปจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ Rice Berry

หัวใจแห่งความสำเร็จของ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” คือ ประสิทธิภาพในการ “ต้านอนุมูลอิสระ” โดยจากการศึกษาพบว่า ข้าวยิ่งมีสีม่วงเข้มมากเท่าใดประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระจะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 35.3-214.7 umole/g เมื่อนำเข้าข้าวสายพันธุ์ต่างๆ มาเปรียบเทียบกับน้ำผลไม้พร้อมดื่มหรือน้ำชาเขียวพบว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเกือบ 100 เท่าเลยทีเดียวข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่จึงเป็นแหล่งอาหารที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระสูง การที่ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระพอเพียงต่อความต้องการในแต่ละวัน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคมะเร็งได้

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ Rice Berry

นอกจาก สารต้านอนุมูลอิสระสูง แล้ว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ยังมีสารอื่นๆ ที่เป็นประโยนช์ในเมล็ดข้าว อาทิ เบต้าแคโรทีน, แกมมาโอไรซานอล, วิตามินอี, แทนนิน, สังกะสี, มีกรดโฟลิก (โฟเลต) ซึ่งมีความจำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ฯลฯ ขณะที่ในส่วนของรำข้าวและน้ำมันรำข้าว ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงเหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกด้วย

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ Rice Berry

ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและแตกต่างจากข้าวทั่วไป รวมทั้งโอกาสทางการตลาดที่ชัดเจน ทำให้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ก้าวขึ้นมาเป็นทางเลือกใหม่และเป็นความหวังใหม่ในการปลูกข้าวของเกษตรกรไทย

อ้างอิงเนื้อหาจาก นิตยสารข้าวไทย ฉบับที่ 43 หน้า 64-65