วิถีเกษตรกับปีใหม่ไทย 2

ถนอมอาหาร ในขวดแก้ว

กลับจาก กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ เมื่อวาน อ.อรไท ผลดี ผอ.สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร ลำดับเรื่องราวความเป็นมาของปีใหม่ไทย มาจบตรงการประชุมของเหล่ากษัตริย์ชนเผ่าไทยยวน ได้ตกลงกำหนดศักราชใหม่ จากที่เคยใช้มหาศักราชเปลี่ยนมาใช้จุลศักราชแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1182



แต่นั้นมาชนเผ่าไทยใช้จุลศักราชมาตลอด เราเองก็ใช้และมาเปลี่ยนใช้ ร.ศ. เมื่อตอนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วเปลี่ยนมาใช้ พ.ศ. อย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลที่ 6 นี่เอง

การเปลี่ยนมาใช้จุลศักราช มาพร้อมกับการกำหนดให้เดือน 5 เป็นวันเริ่มปีใหม่ หรือวันเถลิงศก ซึ่งจะตรงกันช่วงวันที่ 15–16 เมษายน เหตุที่กำหนดให้เดือน 5 เป็นปีใหม่ นั่นเป็นไปตามความเชื่อคติของอินเดียที่เข้ามาพร้อมกับศาสนาพุทธ เพราะอินเดียเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูเริ่มต้นการเพาะปลูก ดังนั้น ประเพณีต่างๆ จึงเน้นไปในเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำและการเพาะปลูกมากเป็นพิเศษ

วิถีเกษตรกับปีใหม่ไทย 1

ซึ่งตามตำนานในเรื่องท้าวกบิลพรหมและธิดานางสงกรานต์ทั้งเจ็ด จะต้องเปลี่ยนเวรกันเอาเศียรของท้าวกบิลพรหมไปสรงน้ำเสียก่อน เลยจึงเป็นที่มาของการสรงน้ำ รดน้ำดำหัว และสาดน้ำกัน เพราะถือว่าการเล่นสาดน้ำ เป็นอากัปกิริยาของพญานาคที่เล่นน้ำในสระอโนดาต ถ้าไม่เล่นสาดน้ำ ปีนั้นฝนจะน้อย เกษตรกรจะเพาะปลูกไม่ได้ผล

และในปฏิทินสงกรานต์แต่ละปี จะมีการประกาศพยากรณ์ฝนฟ้าน้ำท่าและธัญญาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาชีพเกษตรโดยตรง มีการกล่าวถึงเกณฑ์น้ำฝนว่า ตกกี่ห่า นาคให้น้ำกี่ตัว ส่วนจะแม่นยำแค่ไหน ดูได้จากคำพยากรณ์ปีที่แล้ว…เกณฑ์ธัญญาหาร ชื่อว่า วิบัติ ข้าวกล้าในพุมนา จะเกิดมิกิชาติ มีด้วงแมลงรบกวน ข้าวกล้าจะได้ผล 1 ส่วน เสีย 5 ส่วน

แก่นตะวันช่วยลดเบาหวาน

ส่วนกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ปีนี้ คำทำนายอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ที่ไม่เป็นทางการบอกว่า…เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล

และถ้าสนใจใคร่รู้มากกว่านี้ ไปได้ที่สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีงาน ประเพณีสงกรานต์ของชนเผ่าไทยในอาเซียน.

อ้างอิงกิจกรรมวันขึ้นปีใหม่จาก ไทยรัฐออนไลน์