ไถกลบตอซัง ช่วยลดภาวะโลกร้อน

  • 0 replies
  • 2955 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
ไถกลบตอซัง ช่วยลดภาวะโลกร้อน
« เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2012, 10:13:23 AM »
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมีผลต่อการทำการเกษตรอย่างมาก ประกอบกับการทำนาของชาวนาในยุคนี้ที่ต้องการให้ได้ผลผลิตมากที่สุด จึงมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการพักแปลงนา  และชาวนานิยมใช้วิธีการเผาตอซังเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกข้าวในรอบต่อไป แต่ความจริงแล้ว วิธีการที่เหมาะสมมากที่สุด คือ การไถกลบตอซัง เนื่องจากเป็นการนำเศษซากพืชหมุนเวียนกลับลงสู่ดิน ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก และยังช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย

...เพื่อเป็นการหาข้อพิสูจน์ในเรื่องของการปลดปล่อยก๊าซในนาข้าว กรมพัฒนาที่ดิน โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ซึ่งมีนางกุลรัศมิ์ อนันต์พงษ์สุข เป็นผู้อำนวยการ และได้มอบหมายนักวิจัย คือ ดร.นิสา มีแสง ทำงานวิจัยเรื่อง “พลวัตรของคาร์บอนในดินจากการไถกลบตอซังข้าวในภาคกลางของประเทศไทย”

ดร.นิสา กล่าวว่า งานวิจัยนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาผลของการจัดการดินด้วยวิธีการไถกลบตอซังเปรียบเทียบกับวิธีการเผาตอซัง และวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลงนาต่อปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ 2 ชนิด คือ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมทั้งศึกษาปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บลงดินในรูปของอินทรียคาร์บอน และผลที่เกิดต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพของดินในพื้นที่ปลูกข้าว เพื่อจะได้วิธีการจัดการดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวและช่วยลดผลกระทบต่อปัญหาภาวะโลกร้อนได้บ้าง



การวิจัยดำเนินการในพื้นที่แปลงนาของเกษตรกร บ้านห้วยโรง ต.บึงปลาทู อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เก็บข้อมูลทั้งในฤดูข้าวนาปี และนาปรัง ผลการวิจัยพบว่า วิธีการไถกลบตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสูงสุด 131.82 มิลลิกรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง ด้วยแปลงนามีสภาพน้ำขัง ทำให้อินทรียวัตถุจากตอซังข้าวถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นก๊าซมีเทน ซึ่งไม่แตกต่างจากวิธีการนำตอซังออกไปนอกแปลง ในขณะที่วิธีการเผาตอซังมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณที่น้อยกว่า คือ 111.32 มิลลิกรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ยังพบว่าฤดูการปลูกข้าวนาปรังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนรวมตลอดฤดูเฉลี่ย 144.51 มิลลิกรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 14,832.80 มิลลิกรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมากกว่าฤดูข้าวนาปี ที่มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนเฉลี่ย 104.76 มิลลิกรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 8,454.62 มิลลิกรัมต่อตารางเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากฤดูนาปรังมีค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิที่สูงกว่า และมีช่วงเวลาการขังน้ำในแปลงนาที่นานกว่าฤดูนาปี

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการไถกลบตอซังจะมีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการเผาตอซัง แต่ก็มีปริมาณคาร์บอนที่ถูกกักเก็บลงสู่ดินเฉลี่ยสูงสุด 603 กิโลกรัมต่อไร่ และมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิสู่ชั้นบรรยากาศเฉลี่ยทั้ง 2 ฤดูปลูกข้าวต่ำสุด 1,312.2 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่การเผาตอซัง ปริมาณคาร์บอนจากส่วนของต้นข้าวถูกเผาปล่อยสู่บรรยากาศเมื่อต้นฤดูปลูก แม้จะมีปริมาณคาร์บอนจากส่วนของรากคงอยู่ในดินแต่มีปริมาณน้อย ดังนั้น  การเผาตอซังจึงมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิจากก๊าซทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสู่บรรยากาศที่สูงเป็นปริมาณถึง 2,072 กิโลกรัมต่อไร่

ซึ่งผลการวิจัยนี้สรุปได้ว่า การไถกลบตอซังเป็นวิธีการจัดการดินที่เหมาะสม สามารถช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

ที่มา http://www.dailynews.co.th/agriculture/146297