หลักพึ่งพากันและกันสร้างชีวิตอย่างพอเพียง

  • 5 replies
  • 5593 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน  เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหมอดินอาสา ทั้งหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งมีอยู่มากกว่า 78,000 ราย ให้มีองค์ความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยนำกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมอุปกรณ์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เข้าพัฒนาพื้นที่ของหมอดินอาสาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อเป็นตัวอย่างรูปแบบการพัฒนาที่ดินของเกษตรกรในหมู่บ้านนั้น ๆ

ดังเช่น หมอดินอาสาตัวอย่าง นายสงวน มงคลศรีพันเลิศ ที่ยุติชีวิตลูกจ้างในโรงงานผลิตสารเคมีเกี่ยวกับการเกษตรที่ จ.ปราจีนบุรี กลับคืนถิ่นปักษ์ใต้บ้านเกิดที่กระบี่ นำประสบการณ์ที่ได้รับมาปรับใช้กับวิถีการเกษตร โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้บ้านเขากลมขึ้น บนพื้นที่ 8 ไร่ ของตัวเอง ซึ่งจัดเป็นแปลงเกษตรโดยแบ่งพื้นที่เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ ทำปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ ปลูกผักปลอดสารพิษ ผลิตอาหารสัตว์จากทางปาล์มน้ำมัน ปลูกพืชผสมผสาน ทำน้ำส้มควันไม้ และอื่น ๆ รวม 22 รายการ เพื่อถ่ายทอดให้ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ได้เรียนรู้
 
ความสำเร็จจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในการปลูกพืชแบบผสมผสาน มีการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป ทำให้นายสงวนและเกษตรกรในศูนย์เรียนรู้ฯ มีความสุขกับการพออยู่พอกิน มีเงินเหลือเก็บ เพราะได้ลดรายจ่าย ลดต้นทุนการผลิต หันมาใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ ทำให้ชีวิตปลอดภัยจากสารเคมี มีรายได้เพิ่มขึ้น  จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เกษตรกรเหล่านี้ ยืนหยัดที่จะใช้ที่ดินอย่างรู้คุณค่าเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืนต่อไป.

ที่มา เดลินิวส์

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: หลักพึ่งพากันและกันสร้างชีวิตอย่างพอเพียง
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2011, 11:45:36 AM »
ยกระดับมาตรฐาน 'หญ้าแพงโกลา'

นอกจากการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยทางอาหารป้อนให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศแล้ว สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ยังได้พัฒนามาตรฐานการผลิตพืชอาหารสัตว์แบบครบวงจรให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ด้วย  ซึ่งเบื้องต้นได้จัดทำมาตรฐาน ’หญ้าแพงโกลา“ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับการผลิตหญ้าอาหารสัตว์หรือเกษตรกรที่ทำ นาหญ้า เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งสอดรับกับโครงการเตรียมความพร้อมด้านเสบียงอาหารสัตว์สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปัจจุบันเกษตรกรมีการเพาะปลูกหญ้าชนิดดังกล่าวเพื่อผลิตหญ้าแพงโกลาในเชิงการค้า ซึ่งจำหน่ายในรูปหญ้าสดและหญ้าแห้งอัดฟ่อนสำหรับผู้เลี้ยงม้า อีกทั้งยังมีการส่งเสริมให้มีการเพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงสัตว์ในครัวเรือนรวมถึงขยายการเพาะปลูก เพื่อรองรับความต้องการของผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม และกระบือ ที่มีความต้องการใช้เป็นอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากแหล่งหญ้าสาธารณะมีพื้นที่ลดน้อยลงและมีปัญหาอาหารหยาบขาดแคลนในช่วงฤดูแล้ง

ขณะนี้ มกอช.ได้จัดทำและประกาศใช้ มาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หญ้าแพงโกลา (มกษ.8800-2553) มีเนื้อหาครอบคลุมการกำหนดคุณภาพทั่วไปและการแบ่งชั้นคุณภาพหญ้าแพงโกลาเป็น 3 ชั้นตามปริมาณโปรตีน ความยาวของต้นหญ้าและใยชนิด Acid Detergent Fiber : ADF ทั้งยังมีข้อกำหนดเรื่องเอกสารกำกับสินค้า เครื่องหมายรับรอง รวมถึงข้อกำหนดเรื่องสารพิษตกค้าง สุข ลักษณะ และวิธีวิเคราะห์และชักตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพด้วย  นอกจากนั้นยังได้ประกาศใช้ มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับหญ้าแพงโกลา (มกษ.8900-2553)  ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผลิตหญ้าแพงโกลาที่ครอบคลุมทั้งหญ้าสดและหญ้าแห้ง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ปลูก แหล่งน้ำ การปลูก  วัตถุอันตรายทางการเกษตร การจัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว ตลอดจนการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา  การขนส่ง สุขภาพของเกษตรกร และการบันทึกข้อมูล

ปี 2555 นี้ มกอช.มีแผนเร่งจัดทำมาตรฐานหญ้าแพงโกลาแห้ง เพื่อให้การผลิตครบวงจร  เป็นแนวทางให้เกษตรกรนำไปใช้ในการยกระดับการผลิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงคุณภาพหญ้าอาหารสัตว์ให้มีความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง และเป็นเกณฑ์มาตรฐานกลางของประเทศเพื่ออ้างอิงในการซื้อขายซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า  ที่สำคัญยังช่วยพัฒนาการผลิตพืชอาหารสัตว์เพื่อจำหน่ายให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคงต่อไปได้

ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าแพงโกลาเป็นอาชีพประมาณ 1,900-2,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี ชัยนาท พิษณุโลก สิงห์บุรี สระบุรี และ กำแพงเพชร เป็นต้น ซึ่งสถานการณ์ตลาดหญ้าแพงโกลายังอยู่ในช่วงที่มีความต้องการซื้อมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ แนวโน้มความต้องการของผู้ซื้อได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ตลาดระดับบนที่ต้องการหญ้าแห้งคุณภาพดี  และมีการแบ่งตลาดตามชั้นคุณภาพของหญ้าแห้ง ซึ่งการที่ มกอช.ได้ประกาศใช้มาตรฐานหญ้าแพงโกลาทั้ง 2 เรื่อง ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าแพงโกลา ให้สามารถจัดการผลิตหญ้าอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมต่อการนำไปใช้เลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ หญ้าแพงโกลาเป็นหญ้าที่เจริญเติบโตดีในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ทนน้ำท่วมขัง เหมาะสำหรับปลูกในเขตชลประทาน เป็นหญ้าลำต้นเล็ก ต้นกึ่งตั้งกึ่งเลื้อย ไม่มีขน ใบเล็กเรียวยาว ใบดกอ่อนนุ่ม เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้ง ผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 20-28 ตันต่อไร่ น้ำหนักแห้ง 5-7 ตันต่อไร่ต่อปี และมีปริมาณโปรตีน ประมาณ 7-10% ปัจจุบันราคาซื้อขายหญ้าแพงโกลาสด ราคากิโลกรัมละ 1-2 บาท ส่วนหญ้าแพงโกลาแห้ง เกรด A กิโลกรัมละ 5 บาท หรือฟ่อนละ 100 บาท

สนใจข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานหญ้าแพงโกลา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โทร. 0-2561-2277 หรือ www.acfs.go.th

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: หลักพึ่งพากันและกันสร้างชีวิตอย่างพอเพียง
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มีนาคม 28, 2012, 01:51:00 PM »
จากปัญหาที่ประชาชนสอบถามไปยังโครงการวิจัยด้าน “ทรัพยากรจุลินทรีย์” คณะศิลปศาสตร์และวิทยา ศาสตร์ ว่า เมื่อได้รับแจกหัวเชื้อจุลินทรีย์มีประโยชน์มากจากหน่วยงานต่าง ๆ แต่หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้รับแจกมามีจำนวนจำกัด รวมทั้ง หัวเชื้อมีอายุ อาจหมดสภาพ หรือตายลง หากต้องการขยายหัวเชื้อ และต่อหัวเชื้อ ให้มีอายุยาวนาน  โดยเลี้ยงหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ได้รับมา เก็บไว้ใช้เองที่บ้าน แต่ไม่มีวัสดุอุปกรณ์ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากนัก  จะทำอย่างไร

รองศาสตราจารย์ ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยด้าน “ทรัพยากรจุลินทรีย์”  บอกว่าหากต้องการเพิ่มจำนวน ขยายเชื้อเก็บไว้ใช้ต่อมีขั้นตอนทำง่าย ๆ ดังนี้ นำมะพร้าว (มะพร้าวอ่อน หรือแก่ก็ได้) มาปอกเปลือกเฉพาะด้านขั้วบน จากนั้นใช้ไขควงลนไฟ เจาะส่วนตามะพร้าวให้เป็นรู หยอดหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ต้องการขยายลงไป  แล้วปิดรูที่หยอดเชื้อด้วยพลาสเตอร์ปิดแผลให้สนิท  ขณะเจาะตามะพร้าว หยอดหัวเชื้อ ควรติดไฟตะเกียงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้อากาศบริเวณนั้นเกิดความร้อน จะช่วยลดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ในอากาศ  ลงในการเพาะขยายหัวเชื้อ  เก็บมะพร้าวที่ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์แล้วไว้ในที่ร่ม เขย่าทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น นาน 2-3 วัน จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เพิ่มจำนวนในน้ำมะพร้าว ประมาณ 100-1,000 เท่า  การขยายของหัวเชื้อจุลินทรีย์จะดีหรือไม่  ขึ้นกับชนิดของหัวเชื้อและอุณหภูมิภายนอก  ช่วงอากาศร้อนหัวเชื้อจุลินทรีย์จะโตเร็วกว่าช่วงหน้าหนาว สังเกตปริมาณมากน้อยของหัวเชื้อหลังขยายได้คร่าว ๆ  จากความขุ่นของน้ำมะพร้าว  หากขุ่นมากแสดงว่ามีจุลินทรีย์จำนวนมากกว่าน้ำมะพร้าวที่ขุ่นน้อย

การขยายหัวเชื้ออีกวิธีหนึ่ง  สามารถทำได้โดย หุงข้าวขาวให้สุก ตักข้าวตอนกำลังสุกใหม่ ๆ ร้อน ๆ ใส่ในถุงพลาสติกที่สะอาด อาจจะโรยกลูโคส ลงไปเล็กน้อยประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ต่อข้าว 2 ทัพพี  เพื่อช่วยเร่งการขยายหัวเชื้อ (กลูโคสกระป๋องนี้มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป)  ใส่หัวเชื้อที่ต้องการขยายลงไป ผสมให้เข้ากัน ปิดปากถุงไว้  ข้อควรระวังเช่นเดียวกันคือ ขณะตักข้าวใส่ถุง หยอดหัวเชื้อ  ควรติดไฟตะเกียงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้อากาศบริเวณนั้นเกิดความร้อน จะช่วยลดการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ในอากาศสู่หัวเชื้อที่ต้องการขยายหัวเชื้อ  เก็บถุงข้าวขาวที่ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์แล้วในที่ร่ม นาน 2-3 วัน จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่โตในข้าวขาว ประมาณ 10-100 เท่า

เทคนิคการต่อหัวเชื้อ และขยายหัวเชื้อนี้  มีข้อควรระวังคือ การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป ที่อาจตกลงไปในระหว่างขั้นตอนการถ่ายหัวเชื้อ  เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนสามารถเติบโตได้ดีในน้ำมะพร้าว หรือข้าวขาวเช่นกัน  การปนเปื้อนนี้ สามารถป้องกันได้ โดยพยายามใช้ความร้อนช่วยระหว่างการถ่ายเชื้อ เช่น ใช้ไขควงลนไฟเจาะรู  ใช้ข้าวที่หุงสุกใหม่ ๆ กำลังร้อน หรือลนไฟอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องด้วยไฟแช็ก การตักข้าวใส่ถุง การหยอดหัวเชื้อ  ควรทำขณะติดไฟตะเกียงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้อากาศบริเวณนั้นเกิดความร้อน  น้ำมะพร้าวและข้าวขาวหุงสุก ส่งเสริมการโตของหัวเชื้อจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ได้ แต่การขยายหัวเชื้อจะดีมากน้อยแค่ไหน คงต้องใช้ความสังเกตหัวเชื้อที่ขยายแล้ว หัวเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด อาจมีความชอบอาหารต่าง ๆ กัน รวมทั้งเชื้อหลายชนิด ที่อยู่ในหัวเชื้อจุลินทรีย์ อาจจะมีอัตราการเติบโตในวัตถุเพาะเลี้ยงไม่เท่ากัน

โครงการฯ ยังมีองค์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุลินทรีย์อีกมากมาย อาทิ น้ำหมักชีวภาพสูตรส่งเสริมการโต สูตรต้านโรค หัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติเพื่อการเกษตร  ผู้สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมด้าน “ทรัพยากรจุลินทรีย์”  ได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.จุรีย์รัตน์  ลีสมิทธิ์  คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  โทรศัพท์ 0-3428-1105-6 ต่อ 7654 อีเมล jureerat.c@ku.ac.th  คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณที่ปรึกษา  ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร  (ประธานคณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติและอดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์)  ผศ.ดร.ชานันก์ สุดสุข และ ดร. อนามัย ดำเนตร.

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: หลักพึ่งพากันและกันสร้างชีวิตอย่างพอเพียง
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: เมษายน 17, 2012, 04:10:17 PM »
"ผักหวานป่า" เป็นพืชที่สามารถนำมาผลิตเป็นชาชงดื่มได้ โดยเกษตรกรจะเก็บใบในระยะเพสลาด มาหั่น ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปนึ่ง ตาก และนำมาคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อน จนแห้งสนิท ก็สามารถนำไปชงเป็นชาพร้อมดื่มได้

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ “วว.” วิจัยพบว่า ชาผักหวานป่า มีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่แพ้ชาเขียวญี่ปุ่นหรือชาชนิดอื่นๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 บี3 วิตามินซี และวิตามินอี รวมทั้งยังมีสารคอลลาเจนอีกด้วย

นอกจากนี้ ในชาผักหวานป่า 100 กรัม ยังพบสารคาเฟอีน เพียง 0.01 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า ชาเขียวและชาจีน อีกทั้ง ทาง วว.และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังทดสอบพบว่า ชาผักหวานป่ายังมีความสามารถในการต้านสารอนุมูลอิสระได้ใกล้เคียงกับชาเจียวกู่หลานด้วย จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรเพิ่มมูลค่าผักหวานป่าให้สูงมากขึ้นด้วย

ch7.com

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: หลักพึ่งพากันและกันสร้างชีวิตอย่างพอเพียง
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: เมษายน 17, 2012, 04:16:23 PM »
เกษตรกรดีเด่นด้านฟาร์มตัวอย่าง...ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเกษตรกรผู้ทำคุณประโยชน์แก่สังคมด้านเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จึงได้มอบประกาศเกียรติคุณให้กับบุคคลดีเด่นในปีนี้เป็นปีแรก โดย นายทองปาน เผ่าโสภา อายุ 56 ปี เป็นเกษตรกรอยู่ที่ ต.หนองกุลา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เป็นเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นด้านฟาร์มเกษตรกรตัวอย่างตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้รับการพิจารณาให้เป็นเกษตรกรคนแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

นายทองปาน กล่าวว่า การที่ได้รับการคัดเลือกจาก สศก.ให้ได้รางวัลดังกล่าวทำให้ตนมีขวัญและกำลังใจในการพัฒนาอาชีพของตนเองต่อไปได้เป็นอย่างดี ซึ่งตนยึดอาชีพทำเกษตรกรรมมาตลอดโดยสืบทอดมาจากรุ่นพ่อแม่ แต่เดิมทำเกษตรเชิงเดี่ยวทำนาอย่างเดียวส่งผลให้ชีวิตไม่ค่อยดีเท่าไร เนื่องจากทำอะไรอย่างเดียวจะทุ่มทุกอย่างลงไปเมื่อพลาดก็หมดตัวต้องเป็นหนี้เป็นสิน ดังนั้น จึงได้หันมาศึกษาการทำเกษตร ตามแนวทฤษฎีใหม่ จากโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนทำให้เกิดแรงบันดาลใจและตัดสินใจพลิกฟื้นผืนนาหันมาทำเกษตรผสมผสานเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยแบ่งเนื้อที่ออกเป็น ที่นา สวนผัก ผลไม้ เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดที่ได้จากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรในครั้งนี้ คือการดำเนินรอยตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้มีการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงและปราศจากหนี้สิน

การทำเกษตรเชิงเดี่ยวของตนในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จะมุ่งแต่ให้ได้ผลผลิตในปริมาณมากและรวดเร็วเพื่อจะได้นำผลผลิตไปขายสร้างรายได้ ทำให้ต้องทำทุกอย่างเร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นเร่งใส่ปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก เร่งเก็บเกี่ยว ซึ่งผลที่ได้รับกลับตรงกันข้าม คือ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และสุขภาพที่ย่ำแย่จากการที่ต้องอยู่กับสารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน รายได้ส่วนใหญ่ที่ได้มาจึงหมดไปกับการรักษาตัว เมื่อถึงเวลาต้องเพาะปลูกรอบใหม่ก็ต้องไปกู้ยืมเงินมาลงทุน จะเป็นวัฏจักรอย่างนี้เรื่อยไป แต่เมื่อหันมาทำเกษตรผสมผสาน และเลิกใช้สารเคมีหันมาทำเกษตรอินทรีย์ นอกจากจะไม่ต้องเจ็บป่วยแล้ว ยังมีรายได้เหลือเก็บเป็นเงินออมมากขึ้น จนกระทั่งปลดหนี้ได้ในที่สุด เนื่องจากเราปลูกทุกอย่างที่กินได้ เมื่อเหลือจึงขาย ทำให้ไม่ว่าราคาของสินค้าบริโภคในท้องตลาดจะขึ้นมากเพียงใดก็ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจในครัวเรือน

ปัจจุบันนอกจากนายทองปาน จะสร้างครอบครัวให้อยู่ดีมีสุขตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว เขายังเปิดเป็น ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ต.หนองกุลา เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรผสมผสานตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้กับเพื่อนเกษตรกรและผู้สนใจ ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย และสิ่งที่เขาภาคภูมิใจคือเมื่อผู้มาเยี่ยมชมแล้วได้นำความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง ตัวอย่างเช่น หมู่บ้านในอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งมาศึกษาที่ศูนย์เรียนรู้และได้นำกลับไปถ่ายทอดให้ลูกบ้าน ซึ่งลูกบ้านทุกคนก็ร่วมมือทำเกษตรผสมผสานไว้ในบ้านของตนเอง จนทำให้ทุกคนมีอาหารไว้รับประทานเองไม่ต้องซื้อหา ชนิดที่ว่ารถเร่ขายอาหารสดไม่มีโอกาสได้ขายของเลย

“อยากฝากถึงเพื่อนเกษตรกรที่ยังคงมีแนวคิดว่าการเร่งทำการเกษตรให้ได้มากที่สุดจะทำให้ได้รายได้มากขึ้นนั้นคิดผิด เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดความยั่งยืน แต่การทำเกษตรผสมผสานที่สามารถพึ่งพาตนเองได้มากที่สุดต่างหากที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างมั่นคงอย่างยั่งยืน” นายทองปาน กล่าวย้ำหากเกษตรกรหรือผู้สนใจท่านใดต้องการไปศึกษาหรือแลกเปลี่ยนแนวคิดกับนายทองปาน เผ่าโสภา สามารถติดต่อไปได้ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน เลขที่ 163 หมู่  14 ต.หนองกุลา อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก หรือโทร. 08-6206-3680.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/22414

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: หลักพึ่งพากันและกันสร้างชีวิตอย่างพอเพียง
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2012, 09:56:12 AM »
ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง "หมู่บ้านจงเจริญ" อยู่ดีมีสุข

หากพูดถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” แล้ว เป็นหลักปรัชญาในการดำรงชีวิตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำ แนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลง

ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการส่งเสริมให้ประชาชนนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ครอบครัวมีความอบอุ่น และชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เมื่อวันที่ 9-10 มิ.ย. 55 ที่ผ่านมา

กลุ่มนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 ของสถาบันพระปกเกล้า ได้มีโอกาสลงพื้นที่หมู่ที่ 15 หมู่บ้านจงเจริญ ต.หลุมลัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี โดยมี นายวสันต์ ตระกูลโอสถ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทั้งนี้ชาวบ้าน ต.หลุมลัง ส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกอ้อยส่งโรงงานน้ำตาล โดย นายวสันต์ ผู้ใหญ่บ้านคนเก่ง เล่าว่า ก่อนที่จะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหมู่บ้าน เป็นการทำแบบ เกษตรพอเพียง

ผมได้เข้าไปอบรมเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและได้ไปดูงานของโครงการในที่ต่าง ๆ ที่เขาได้ปฏิบัติมาก่อน ดูวิธีการเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงปลาดุกในบ่อ การเพาะเห็ดนางฟ้า การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงเป็ด และ ปลูกพืชผักสวนครัว “เมื่อผมกลับมาถึงหมู่บ้านก็มาคิดว่าจะทำอะไรดี ก็เริ่มจากการเลี้ยงหมูหลุมเพราะชอบ แต่ของผมจะใช้แกลบเป็นพื้นรองเพื่อเวลาที่หมูถ่ายมูลออกมาจะได้ผสมกับแกลบ จากนั้นก็นำแกลบที่ได้มาเป็นปุ๋ยรดต้นอ้อยและต้นไม้ต่าง ๆ

นอกจากนั้นน้ำที่ใช้เลี้ยงหมูเราก็ใช้น้ำหมักชีวภาพ ซึ่งหมูที่เลี้ยงจะไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้ามีก็มีน้อยมาก จากแม่พันธุ์มาเลี้ยงจะได้ลูกครอกหนึ่งประมาณ 7-9 ตัว ตัวเล็กขายได้ตัวละ 1,000 บาท แต่ถ้าตัวใหญ่จะขายได้ตัวละ 2,000 บาท” ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังถึงวิธีการเลี้ยงหมูหลุม นอกจากนี้แล้ว ผมก็มาเพาะเห็ดนางฟ้า และเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ แต่การเลี้ยงไก่ก็จะไม่เหมือนกับที่อื่น ๆ โดยจะมีเวลาปล่อยให้ไก่ได้ออกมาเดินเล่นนอกรั้ว เพื่อที่ไก่จะได้พักผ่อน คลายเครียด ถึงเวลาไก่จะกลับเข้ารั้วเอง ทั้งนี้ไก่ที่เลี้ยงจะไม่ป่วยหรือเป็นโรค เพราะเราใช้น้ำชีวภาพและอาหารเม็ด

สำหรับไข่ก็จะทำเข่งไว้ให้ไก่ได้เข้าไปไข่ ซึ่งวันหนึ่งจะได้ประมาณ 60 ฟอง จะเอามารวมไว้ ชาวบ้านคนไหนอยากจะได้ก็มาขอแบ่งซื้อสำหรับการเลี้ยงปลาดุกจะเลี้ยงในบ่อ ซีเมนต์ จะเลี้ยงตั้งแต่ปลาดุกตัวเล็ก ๆ จนประมาณ 4-5 เดือนถึงจะขาย โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ แต่บางทีก็ให้คนในหมู่บ้านเอาไปรับประทานกันเอง วันนี้ผมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในหมู่บ้านตั้งแต่ปี 2552 หลังจากที่ประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

ในช่วงแรก ๆ ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะสามารถทำได้ แต่เมื่อเขาเห็นว่า เราทำได้ และสิ่งที่ทำทำให้เรามีความสุข ครอบครัวอบอุ่น มีรายได้ที่พออยู่พอกิน มีพืชผักสวนครัวไว้กินตลอดปี อย่างในหมู่บ้านจะมีลูกบ้านคนหนึ่งมีโรงสีข้าว เล็ก ๆ นอกจากจะสีข้าวให้กับตัวเองแล้วยังมีชาวบ้านมาขอให้สีโดยจะให้รำและปลายข้าวเป็นค่าตอบแทน หลังจากนี้ผมจะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขยายไปยังหมู่บ้านและชุมชนอื่น ๆ เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่พอเพียง ไม่ต้องดิ้นรน หรือกระเสือกกระสนไปทำงานนอกบ้าน

จะเห็นได้ว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาที่มีคุณค่าในการดำรงชีวิตให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง หรือแม้แต่ในยามที่เศรษฐกิจตกต่ำ เข้าสู่ยุคสินค้าราคาแพง ชาวบ้านก็ไม่ต้องวิตกกังวล ตราบใดที่เรายึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดำเนินชีวิต. อุบล ชาญปรีชาสมุทร

www.dailynews.co.th
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 07, 2012, 04:38:49 PM โดย เกษตรอินทรีย์ »