การล่าเพื่อการอนุรักษ์ คืออะไร?

  • 0 replies
  • 42 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

การล่าเพื่อการอนุรักษ์ คืออะไร?
« เมื่อ: กันยายน 07, 2019, 10:48:22 PM »
“ในประเทศที่เจริญแล้วนั้น สัตว์ป่าจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยนักกีฬาล่าสัตว์ที่มีเกียรติเท่านั้น ผู้คนที่มีศีลธรรมดีงามที่มองว่าการล่าเพื่อเกมกีฬาคือศัตรูของสัตว์ป่าแต่คนเหล่านั้นคือคนที่ไม่รู้จริง การเป็นนักล่าที่ดี มีเกียรติอย่างนักกีฬาต่างหากคือส่วนที่สำคัญที่สุดในการรักษาสัตว์ป่าไว้มิให้สูญพันธ์”
-Theodore Roosevelt ประธานาธิปดีคนที่ 26 แห่งสหรัฐอเมริกา เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ50

ขอชี้แจงไว้ตรงนี้ก่อนว่ากระทู้นี้ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือเชิดชูการล่าสัตว์ หากแต่ต้องการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมให้ได้รับรู้เพื่อเป็นความรู้เท่านั้น

อย่างที่หลายๆท่านน่าจะทราบดีอยู่แล้วว่าในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ การล่าสัตว์ โดยเฉพาะการล่าสัตว์เพื่อความสนุกนั้น มีภาพจำไปในทางที่ชั่วร้าย โหดเหี้ยมทารุณสัตว์และผิดกฏหมาย แต่ในทางตรงกันข้ามในประเทศที่เจริญแล้วหลายประเทศการล่าสัตว์นั้นมีมุมมองและการจัดการที่ต่างออกไป ทำไม?
Conservative hunting เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
จากการค้นคว้าเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงแนวคิด sportsmanship ก่อนครับ ผมพบว่าประเทศที่เป็นจุดกำเนิดของแนวคิดนี้อย่างเป็นระบบ คือประเทศสหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิปดี Theodore Roosevelt ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประธานาธิปดีนักอนุรักษ์ และยังเป็นนักล่าสัตว์ตัวยง หลังจากที่เขาได้ออกทริปล่าสัตว์ในวัยหนุ่มและพบว่าสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติของชาตินั้นเริ่มจะมีความเสี่ยงต่อการหมดไปเสียแล้วเขาจึงเริ่มสนใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขึ้น เมื่อเขาได้เป็นประธานาธิปดี รูสเวลได้ตั้งเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่ามากมายกว่า 230 ล้านเอเคอร์ ประกอบไปด้วยป่าอนุรักษ์มากกว่า 150 แห่ง พื้นที่สงวนนกป่ากว่า 50 แห่ง ป่าสำหรับการล่าสัตว์ 4 แห่งและอื่นๆอีกมากมาย ต่อมาหลังจากลงจากตำแหน่งเขาจึงได้เริ่มต้นแนวคิด ธรรมเนียม และ จารีตของนักล่าในอเมริกา เพื่อสงวนไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติของ USA ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์มันต่อจากบรรพชน. รูสเวลได้ก่อตั้งสมาคมนักล่าขึ้น (Boone and Crockett Club.) ซึ่งสมาคมนี้ได้ชูแนวคิด Fair chase หรือ การล่าอย่างยุติธรรม ซึ่งในเวลานั้นเป็นเพียงแนวคิดที่ว่า การจะล่าสัตว์อย่างมีเกียรตินั้น สัตว์ที่เราล่าจะต้องเป็นสัตว์อิสระ เราและสัตว์สู้กันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่จับสัตว์มาขังกรงหรือเลี้ยงแล้วยิง และยังออกกฏห้ามการล่าสัตว์ด้วยการต้อนสัตว์ลงน้ำ(วิธียอดนิยมสมัยนั้น) โดยกฏ Fair chase นั้นได้รับการพัฒนาตามยุคสมัยโดยในปัจจุบัน กฏ fair chase ก็รวมไปถึงการปฏิบัติตามกฏหมายของพื้นที่นั้นๆอย่างเคร่งครัด และ กฏหลักอื่นๆอีกเช่น
1. การไม่ล่าสัตว์ที่กำลังประสบภัยและไม่สามารถหลบหนี หรือ ต่อสู้ได้ เช่นจมน้ำ จมหิมะ การใช้กับดัก ติดรั้วลวดหนาม

2. นักล่าจะไม่ยิงสัตว์หากว่าเสี่ยงที่จะไม่สามารถสังหารได้โดยเร็ว เช่นการยิงด้วยธนูจากระยะไกล การยิงสัตว์ที่กำลังวิ่งหนีเต็มที่

3. นักล่าจะไม่ใช้ยาพิษในการล่า

4. ไม่ใช้รถ เรือ เครื่องบิน เพื่อการไล่ล่า

5. ไม่ใช้การฉายไฟยิงสัตว์เวลากลางคืน(แบบในเพชรพระอุมา)

จะเห็นได้ว่าการล่าสัตว์นั้นนอกจากแค่เพื่อความสนุก ยังเต็มไปด้วยกฏที่ว่าด้วยเกียรติของนักล่า และนักล่าก็จะต้องให้เกียรติสัตว์ที่จะล่าเช่นกัน ไม่ใช่ว่ามีแต่ความสนุกสนานเฮฮาเท่านั้น
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของรูสเวลได้ตั้งเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่ามากมายกว่า 230 ล้านเอเคอร์ ซึ่งการตั้งพื้นที่และหน่วยงานเพื่อการอนุรักษ์นั้นจำเป็นต้องใช้เงินสนับสนุนจำนวนมาก จึงเป็นที่มาของการนำแนวคิดของ conservative hunting มาใช้ นั่นคือการล่าไปพร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อ จะเห็นได้ว่า แนวคิดในการทำงานนั้นไม่ได้เริ่มมาจาก “การป้องกันและยับยั้งการล่า” แต่เป็น “การจัดการทรัพยากร เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” นี่จึงเป็นความแตกต่างของแนวคิดในการอนุรักษ์ระหว่างประเทศอย่างอเมริกาและไทยครับ นักล่าในสหรัฐนั้นนอกจากกฏการล่าที่ต้องรักษาแล้วยังต้องมีการเสียภาษีอีกด้วยเพื่อที่จะทำการล่าในพื้นที่ใดๆ โดนการเสียภาษีนี้จะเป็นการอุดหนุนหน่วยงานเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ U.S. Fish & Wildlife Service ซึ่งหน่วยงานนี้ มีหน้าที่ จัดตั้งกฏการล่า โควต้าในการล่า และ คุ้มครองป้องกันการล่าสัตว์ใกล้สูญพันธ์
ตัวอย่าง ผลงานของแนวคิดการล่าเพื่ออนุรักษ์
Duck stamp - ในประเทศสหรัฐอเมริกา การจะล่านกเป็ดน้ำนั้นคุณจะต้องจ่ายเงินเป็นค่าในอนุญาติการล่า และทุกๆ 1 ดอลล่าที่คุณจ่าย 98 เซ็นต์จะถูกใช้เพื่อการซื้อที่และสนับสนุนสำหรับการอนุรักษ์นกเป็ดน้ำและสัตว์อื่นๆ โดยตั้งแต่ปี 1934 มีที่มากกว่า 6 ล้านเอเคอร์ถูกซื้อและบำรุงรักษาเพื่อการอนุรักษ์ด้วยเงินจาก duck stamp

Pittman-Robertson Act กฏหมายว่าด้วยภาษีเกี่ยวกับ อาวุธปืนและเครื่องกระสุนเพื่อการล่าสัตว์ โดยกฏหมายฉบับนี้ได้จัดการให้การซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนเพื่อการล่าสัตว์จะต้องจ่ายภาษีมาบำรุงการอนุรักษ์สัตว์ป่า ตั้งแต่ปี 1934 มีการอุดหนุนภาษีจากกฏหมายนี้เพื่อสัตว์ป่าไปแล้วกว่า 14 พันล้านเหรียญ

กรณีศึกษาแพะมาคอ สัตว์ประจำชาติปากีสถาน เพิ่มจำนวนจาก >400 มาที่หลักหลายพัน(2500+) ภายในไม่กี่สิบปี ด้วยโครงการจัดการ trophy hunting โดยผู้ต้องการจะล่าแพะชนิดนี้ต้องจ่ายเงินมากถึง 110,000 ดอลล่า ต่อการล่า 1 ตัว เงินที่ได้จะกระจายรายได้ให้หลายภาคส่วนโดยเฉพาะชุมชน ช่วนกันอนุรักษ์ได้รับเงินประมาณ 70% agency 20% และภาครัฐอีก 10% แพะที่ล่าได้ก็จะเป็นแพะที่แก่แล้วไม่สามารถสืบพันธ์มีทายาทที่แข็งแรงได้ และมีเขายาวสวยเป็นที่ต้องการของนักล่า