แนวคิดพื้นฐานของ เกษตรอินทรีย์

  • 2 replies
  • 6762 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
แนวคิดพื้นฐานของ เกษตรอินทรีย์
« เมื่อ: กันยายน 19, 2011, 10:41:28 AM »
แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ซึ่งเป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะให้ความสนใจเฉพาะแต่ผลผลิตของพืชหลักที่ปลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สำหรับเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นการเกษตรแบบองค์รวมจะให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน, การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์ม ทั้งนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต

จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี เนื่องจากสารเคมีการเกษตรเหล่านี้มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ นอกเหนือจากการปฏิเสธการใช้สารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการบริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management) และการจัดการเชิงบวกนี้เองที่ทำให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างอย่างสำคัญจากการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีแบบปล่อยปะละเลย (ที่มักอ้างว่า เป็นการเกษตรตามแบบธรรมชาติ) หรือเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่เฟื่องฟูในบ้านเรามานานหลายปี

เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำฟาร์มเชิงสร้างสรรค์ (เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นา) ดังนั้นเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการฟาร์มของตนเพิ่มขึ้นด้วย ผลที่ตามมาก็คือเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางการเกษตรที่ตั้งอยู่บนกระบวนการแห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา เพราะเกษตรกรต้องสังเกต, ศึกษา, วิเคราะห์-สังเคราะห์ และสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการทำการเกษตรของฟาร์มตนเอง ซึ่งจะมีเงื่อนไขทั้งทางกายภาพ (เช่น ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และภูมินิเวศ) รวมถึงเศรษฐกิจ-สังคมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพื่อคัดสรรและพัฒนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เฉพาะและเหมาะสมกับฟาร์มของตัวเองอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรสำหรับเกษตรกร ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม วิถีการผลิตของเกษตรอินทรีย์เป็นวิถีการผลิตที่เกษตรกรต้องอ่อนน้อมและเรียนรู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้ากับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทำการเกษตร ดังนั้นวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพและพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพื้นบ้านของสังคมไทย

แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพื่อการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลผลิตเพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ขบวนการเกษตรอินทรีย์พยายามส่งเสริมการทำการตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยการตลาดท้องถิ่นอาจมีรูปแบบที่หลากหลายตามแต่เงื่อนไขทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนั้น เช่น ระบบชุมชนสนับสนุนการเกษตร (Community Support Agriculture - CSA) หรือระบบอื่นๆ ที่มีหลักการในลักษณะเดียวกัน ส่วนตลาดที่ห่างไกลออกไปจากผู้ผลิต ขบวนการเกษตรอินทรีย์ได้พยายามพัฒนามาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบรับรองที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่า ทุกขั้นตอนของการผลิต แปรรูป และการจัดการนั้นเป็นการทำงานที่พยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นธรรมชาติเดิมมากที่สุด

จากแนวคิดหลักพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์ ที่มุ่งเน้นการทำการเกษตรที่อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แนวทางปฏิบัติของเกษตรอินทรีย์จึงเน้นการผลิตความสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยการประยุกต์ปรับใช้กลไกนิเวศธรรมชาติสำหรับการทำเกษตร ที่สำคัญได้แก่ การหมุนเวียนธาตุอาหาร, การสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน, ความสัมพันธ์แบบสมดุลของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย, การอนุรักษ์และฟื้นฟูนิเวศการเกษตร,

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: แนวคิดพื้นฐานของ เกษตรอินทรีย์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2011, 02:17:04 PM »
การผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีมาตรฐานการผลิตที่ได้ถูกกำหนดและควบคุมโดยรัฐ เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตและเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคไปด้วย โดยมีหน่วยตรวจสอบรับรองมาตรฐานที่ได้รับรองจากรัฐ แปลงเพาะปลูกของผู้ที่รับการตรวจสอบรับรองแล้วเท่านั้น ผลผลิตที่จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นผลผลิตเกษตรอินทรีย์ โดยหน่วยตรวจสอบรับรองจะอนุญาตให้ใช้ตราผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ได้ หากจะกล่าวถึงการผลิตพืชอินทรีย์ ก่อนที่จะมีการรับรองมาตรฐานพืชอินทรีย์ จะมีการตรวจสอบจากหน่วยตรวจสอบที่รัฐให้การรับรอง โดยจะตรวจสอบตั้งแต่พื้นที่เพาะปลูก แหล่งน้ำ ที่นำมาใช้ในการเพาะปลูก เมล็ดพันธุ์ที่นำมาใช้เพาะปลูก ปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก การบรรจุ การติดฉลาก การจัดเก็บ การขนส่ง และการวางจำหน่าย ตลอดจนระบบการบันทึกข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งทั้งหมดจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด

จะเห็นได้ว่าการผลิตเกษตรอินทรีย์มีมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวดมาก ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจและยินดีที่จะซื้อไปบริโภคในราคาที่สูงกว่า เนื่องจากยอมรับว่าเป็นอาหารที่มีสมบัติดีที่สุด ที่จะสามารถหาซื้อมาบริโภคได้ และทราบดีว่าเกษตรกรผู้ผลิตได้มาด้วยความตั้งใจผลิตสำหรับการบริโภคเพื่อสุขภาพ พร้อมกับรักษาและเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่สรรพชีวิต ผู้บริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ยกย่องและให้เกียรติผู้ผลิตที่ใช้ความอุตสาหะในการผลิตอาหารที่มีสมบัติดีเช่นนี้ให้บริโภค และสำหรับตัวเกษตรกรผู้ผลิตเองก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลอดภัยจากสารเคมีอันตราย ได้บริโภคอาหารที่มีคุณภาพดีต่อสุขภาพตลอดเวลา และเป็นการบำรุงรักษาผืนดินที่ใช้เพาะปลูกให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนสืบต่อไปจนถึงลูกหลาน อันเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดิน ในต่างประเทศ เกษตรอินทรีย์ได้รับการเกื้อหนุนเป็นอย่างดี ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภารเอกชน รวมไปถึงผู้บริโภคล้วนให้การส่งเสริม โดยการสนับสนุนทางด้านการเงิน การอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้แก่ผู้ผลิต เช่นในบางประเทศ รัฐเองนอกจากจะสนับสนุนด้านการผลิตด้วยการกันเขตเพาะปลูกเกาตรอินทรีย์เป็นการเฉพาะและให้ความรู้แก่เกษตรกรแล้ว ยังลดหย่อนภาษีในการซื้อเครื่องมือการเกษตรแก่เกษตรกร อีกทั้งยังเป็นผู้จัดหาตลาดมารองรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ ส่วนภาคเอกชนที่มีฐานะการเงินดี ก็ช่วยสนับสนุนด้านการเงิน ด้วยการบริจาคเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ส่วนผู้ที่สนใจและไม่สามารถช่วยเหลือทางด้านการเงินได้ ก็อุทิศตนเพื่อเข้าไปช่วยทำงานในแปลงเพาะปลูก เป็นกำลังสนับสนุนแก่เกษตรกรเสมือนสมาชิกในครอบครัว โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน เพียงขอให้มีที่พักอาศัยและอาหารเพื่อบริโภค ส่วนผู้บริโภคก็ยินดีซื้อผลผลิต อย่างแน่นอนชัดเจน โดยไม่ต่อรองราคาและยังเดินทางไปรับผลิตผลถึงฟาร์มที่ผลิตด้วย เป็นผลให้เกษตรอินทรีย์ทั้งระบบเติบโตอย่างมั่นคงได้ หากพวกเรามาช่วยกันให้ความร่วมมือในการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ใสนประเทศไทยได้ดังเช่นที่กล่าวมาแล้วนี้ เกษตรอินทรีย์ของเราจะพัฒนาไปได้อย่างกว้างขวาง เกษตรกรก็จะมีความภาคภูมิใจที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญต่ออาชีพเกษตรอินทรีย์มีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงขึ้น และมีกำลังใจที่จะสรรสร้างอาหารที่มีสมบัติดีพิเศษนี้ให้พวกเราได้มีโอกาสบริโภค และยังสามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศเพื่อนำเงินตราเข้ามาพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าให้แก่ส่วนรวมอย่างยั่งยืนสืบต่อไป

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: แนวคิดพื้นฐานของ เกษตรอินทรีย์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2011, 02:17:24 PM »
กระแสความต้องการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเป็นไปอย่างแพร่หลายและความต้องการนี้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์อาหารจากเกษตรอินทรีย์ถูกยกขึ้นมาเป็นอาหารที่ดีที่สุด มีการวิจัยพบว่าในพืชผักที่ได้จากเกษตรอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารที่มากกว่าถึง 10 เท่า เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพืชผักที่หาได้จากตลาดทั่วไป อีกทั้งยังมีกลิ่นและรสที่ดีกว่ามาก ซึ่งสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส และที่สำคัญไม่พบสารพิษตกค้างอยู่เลย ความต้องการอาหารจากเกษตรอินทรีย์ในตลาดผู้บริโภคสูงขึ้นคิดเป็นอัตราเฉลี่ยประมาณ 30% อย่างต่อเนื่องทุกปี ผู้บริโภคที่มีความเข้าใจยินดีที่จะซื้อไปบริโภคทั้งที่ราคาของผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์สูงกว่า จากการสำรวจพบว่ายังมีเกษตรกรและผู้บริโภคอีกเป็นจำนวนมากที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการทำเกษตรอินทรีย์และหรือคุณประโยชน์จากผลิตภัณฑ์อาหารอินทรีย์อย่างแท้จริง จึงมีการเคลื่อนไหวโดยองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ดำเนินการผลักดันเกษตรอินทรีย์ขึ้นในหลายรูปแบบ แสดงให้เห็นได้ว่าเกษตรอินทรีย์จะมีอนาคตที่สดใสต่อไปอย่างแน่นอน

การผลิตเกษตรอินทรีย์นั้นก็คือ การนำเอาองค์ความรู้ที่มนุษย์ได้เรียนรู้จากธรรมชาติมาช้านาน กลับมาใช้ในการเกษตรกรรม โดยปฏิบัติตามข้อบังคับในมาตรฐานที่บังคับใช้ควบคุมการผลิตและจำหน่ายในแต่ละประเทศ การผลิตเกษตรอินทรีย์ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญที่สุดคือศักยภาพของพื้นที่ผลิต และองค์ความรู้เกี่ยวกับวิถีทางธรรมชาติ ประเทศที่มีความได้เปรียบในการที่จะผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ดีกว่าเป็นจะเป็นกลุ่มประเทศที่มีภูมิประเทศที่มีความเหมาะสมและอุดมไปด้วยความสมบูรณ์แห่งสมดุลทางธรรมชาติ เพราะเหตุที่ว่าเครื่องมือที่จะทำให้เกิดการผลิตเกษตรอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิผลก็คือความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างเช่นประเทศไทยเรา เรามีความได้เปรียบในหลายด้าน เรามีภูมิประเทศที่มีศักยภาพ เรามีผืนแผ่นดินและแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์ เรามีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลากหลาย เรามีองค์ความรู้จากประวัติการทำเกษตรกรรมอันยาวนาน เรามีทรัพยากรที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรกรรมอยู่มากมาย องค์ประกอบเหล่านี้นับได้ว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศไทย ซึ่งหาได้ยากในโลก เพียงแต่เรามีความพร้อมแล้วหรือยังที่จะหันมาศึกษาระบบการทำเกษตรอินทรีย์ในโลกปัจจุบันให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้ในระดับสากล และประกอบเอาองค์ความรู้เดิมมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ เราเคยคิดกันไปว่าอาชีพการเกษตรเป็นอาชีพที่เหนื่อยยาก ล้าสมัย และไม่มีเกียรติ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเราคงลือไปแล้วว่าอาชีพเกษตรกรรมนั้นเป็นกระดูกสันหลังของชาติมาช้านาน เป็นอาชีพที่นำรายได้เข้ามาพัฒนาประเทศจนเติบใหญ่ได้ถึงทุกวันนี้ แม้กระทั่งในปัจจุบันอาชีพการเกษตรก็ยังเป็นกระดูกสันหลังของชาติอยู่อย่างเช่นที่เป็นมา แต่เป็นที่น่าเสียดายที่การเกษตรของเรามุ่งเน้นไปในเชิงธุรกิจมากจนเกินไป เกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด เป็นผลให้ผลิตผลการเกษตรของเราไม่ได้มีการพัฒนาคุณภาพเท่าที่ควร ผลผลิตด้อยคุณภาพลง และทำให้ขาดความเชื่อถือในตลาดผู้บริโภค ในที่สุดการที่จะหันกลับมาเป็นประเทศผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีเป็นเรื่องไม่สาย เนื่องจากความได้เปรียบของภูมิประเทศและทรัพยากรที่มีศักยภาพของเรา นับได้ว่ายังคงเป็นทุนเดิมที่มีค่าอยู่อย่างมหาศาล เพียงแต่เรามาร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาการอย่างเป็นระบบและถูกวิธี ก็จะสามารถนำเอาทรัพยากรอันมีค่าเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคงได้อย่างยั่งยืนด้วยเกษตรอินทรีย์ และเราก็จะเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารที่มีคุณค่าดีที่สุด ซึ่งเป็นที่ต้องการได้ในไม่ช้าและหากเพียงแต่เราหันมายอมรับอาชีพการเกษตรอินทรีย์ให้เป็นอาชีพที่มีเกียรติเป็นที่ยกย่องในฐานะผู้ผลิตอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เราก็จะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีสุขภาพดีและมีคุณภาพ ประกอบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างถาวรสืบไป เพียงแต่เกษตรกรผู้ผลิตประพฤติปฏิบัติตามแนวพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ที่ได้ทรงดำรัสไว้ว่า “อาชีพการเกษตรเป็นอาชีพที่เสริมสร้างความสุขสมบูรณ์ให้แก่บ้านเมือง โดยส่วนรวม ผู้ที่มีอาชีพการเกษตรจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความรู้จักสังเกต ความขยันหมั่นเพียร และความมานะบากบั่น อดทน”