กรมปศุสัตว์คุมเข้มหลัง FAO แจ้งเตือนไข้หวัดนกระบาด

  • 0 replies
  • 3694 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
นายปรีชา สมบูรณ์ประเสริฐ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)ได้แถลงเตือนภัยเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อไข้หวัดนกชนิดรุนแรง H5N1 ในสัตว์ปีกทวีปเอเชีย ว่า มีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของเชื้อไวรัสหรือกลายพันธุ์ได้ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ว่าตั้งแต่ปี 2546 ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในสัตว์ปีกอย่างกว้างขวางกระจายไปยังภูมิภาคต่างๆทั่วโลก และได้มีการทำลายสัตว์ปีกไปมากกว่า 400 ล้านตัวเพื่อควบคุมการระบาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 9 ปีที่ผ่านมามีรายงานผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยจำนวน 565 ราย เสียชีวิต 331 ราย ทั่วโลก โดยการเสียชีวิตล่าสุดเกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชาช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2554 และพบว่าช่วงปี 2549-2551มีรายงานว่าจำนวนครั้งของการระบาดมีแนวโน้มขยับขึ้น อีกทั้งพื้นที่ของการระบาดก็มีแนวโน้มกว้างขึ้นเช่นกัน โดยประเทศที่ยังมีการแพร่เชื้อในสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บังคลาเทศ จีน อียิปต์ อินเดียอินโดนีเซีย และเวียดนาม และเมื่อศึกษาถึงลักษณะพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกพบว่า มีการเปลี่ยนแปลง (กลายพันธุ์) ไปทีละน้อยตามธรรมชาติของเชื้อ เช่น มีสายพันธุ์ H5N1 clade 2.3.2.1ในสัตว์ปีกประเทศเวียดนาม จึงเกรงว่าวัคซีน H5N1 ที่ใช้ฉีดป้องกันโรคในสัตว์ปีก (ซึ่งใช้มากในประเทศจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย) จะไม่สามารถป้องกันโรคได้ สุดท้ายนี้ FAO ได้แนะนำให้ประเทศต่างๆ เตรียมความพร้อมและดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคในสัตว์ปีกอย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งเอาใจใส่เฝ้าระวังและป้องกันการติดเชื้อในคนอย่างเต็มที่ด้วย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบโรคไข้หวัดนกมานานมากกว่า 2 ปี 10 เดือนแล้ว นับจากวันที่ทำลายสัตว์ป่วยรายสุดท้าย เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 แต่กรมปศุสัตว์ยังดำเนินการเฝ้าระวังควบคุมและป้องกันโรคอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ได้แก่ การกำชับให้เครือข่ายเฝ้าระวังโรค ทั้งอาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารงานส่วนตำบล(อบต.) ในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ สังเกตอาการสัตว์ปีกหากพบว่ามีอาการสงสัยโรคไข้หวัดนกให้รีบดำเนินการควบคุมโรคทันทีและประสานงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในการเฝ้าระวังโรคในคนด้วย เพื่อการเฝ้าระวังโรคทั้งภาคปศุสัตว์และสาธารณะสุขต่อไป และได้กำหนดให้มีการรณรงค์ค้นหาโรคในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray) โดยให้มีการเคาะประตูบ้านเกษตรกรทุกราย ฟาร์มสัตว์ปีกทุกฟาร์ม เพื่อสอบถามอาการสัตว์ปีกและสุ่มเก็บตัวอย่าง ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกรกฎาคม 2554
ให้มีการรณรงค์ทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ปีละ 4 ครั้ง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจแฝงตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงไก่พื้นเมืองในเล้า หรือโรงเรือนที่ป้องกันโรคได้มีการจัดระบบการเลี้ยงไก่ชนให้มีมาตรฐานป้องกันโรคได้ มีการเฝ้าระวังและควบคุมการเคลื่อนย้ายเป็ดไล่ทุ่ง เป็นต้น

ในส่วนของการทำวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกนั้น ประเทศไทยไม่มีนโยบายให้ใช้มาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีต่อระบบการเฝ้าระวังและควบคุมโรคไข้หวัดนกที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก เมื่อมีโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน กรมปศุสัตว์ได้กำหนดให้ทุกจังหวัดตามแนวชายแดนทั่วประเทศเข้มงวดการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกและโรคระบาดอื่นในสัตว์ปีก และให้ด่านกักกันสัตว์ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะในบริเวณจุดผ่านแดนทุกแห่งห้ามอนุญาตนำเข้าสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีกจากประเทศที่พบโรคไข้หวัดนกจนกว่าสถานการณ์โรคจะสงบนอกจากนี้ให้ประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบแนวชายแดน เช่น ศุลกากร ด่านตรวจคน เข้าเมือง ทหารตำรวจตระเวนชายแดน เป็นต้น ให้ตรวจสอบ ตรวจค้นผู้ที่เดินทางเข้าประเทศอย่างละเอียดว่ามีการลักลอบนำสัตว์ปีกหรือซากสัตว์ปีกเข้าราชอาณาจักรหรือไม่ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน เรือ รถเข็น ตลอดจนการเดินเท้าเข้ามา หากพบการกระทำผิดให้จับกุมดำเนินคดี ยึดของกลางเพื่อตรวจพิสูจน์ หากพบว่าเป็นโรคระบาดหรือพาหะของโรคระบาดให้ทำลายตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ต่อไป

ข้อมูล : ส่วนโรคสัตว์ปีก สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์
เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ : น้องนุช สาสะกุล นักวิชาการเผยแพร่ชำนาญการ กรมปศุสัตว์