การเลี้ยงปลาหมอ ให้ได้ กำไร บ่อละแสน

  • 2 replies
  • 38968 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,877
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
การเลี้ยงปลาหมอ ให้ได้ กำไร บ่อละแสน
« เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 03:55:07 PM »
ชีวิตอาจารย์ภาควิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ ที่หันมาเอาดีทางด้านเจ้าของกิจการฟาร์มปลา จนประสบความสำเร็จ ที่ชื่อ "บุญถม ทับสมบัติ" เจ้าของ บี.เอ็ม.แอนด์ นัท ฟาร์มปลาหมอไทย ตั้งอยู่เลขที่ 135 หมู่ 7 บ้านต้อน ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่ทุกวันนี้นอกจากสอนหนังสือนักศึกษาแล้ว ยังเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มปลาที่ทำรายได้ให้ครอบครัวมากกว่าเงินเดือนข้า ราชการเสียอีก



บุญถม วัย 41 ปี พร้อมภริยาคือ พรทิพย์ ทับสมบัติ วัยเท่ากัน ยึดพื้นที่ 25 ไร่ ทำฟาร์มเลี้ยงปลาหมอ โดยแบ่งเป็นบ่ออนุบาล 8 บ่อ ขนาดตั้งแต่ 1 งานถึง 1 ไร่ บ่อเลี้ยงหรือบ่อขุนปลา ขนาด 1 งาน จำนวน 9 บ่อ บ่อพ่อแม่พันธุ์ ขนาด 1 งาน จำนวน 3 บ่อ บ่อพักน้ำ ขนาด 1 ไร่ จำนวน 2 บ่อ สถานที่ตั้งเหมาะสมด้านระบบนิเวศ ทัศนียภาพสวยงาม ริมหนองสาหร่าย เป็นหนองน้ำสาธารณะตำบลเหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์



หลังจบการศึกษาปริญญาโท ด้านการประมง บุญถมก็เริ่มชีวิตอาจารย์สอนหนังสือที่ภาควิชาประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์ และเมื่อ 15 ปีที่แล้วก็ริเริ่มการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เริ่มต้นด้วยการเพาะเลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก ปลาหมอไทย เป็นการปรับเปลี่ยนตามความต้องการของตลาดและชุมชน และถือเป็นการทดลองไปด้วย ที่สำคัญที่นี่คือศูนย์การศึกษาของนักศึกษาภาควิชาการประมง ทั้งการเรียนรู้ พักนอน ทำงาน การศึกษา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ครูบุญถม กล่าวอีกว่า องค์ประกอบของความสำเร็จของการเลี้ยงปลาหมอไทยคือ ต้องมีการศึกษาด้านพันธุกรรมปลาหมอ พันธุ์ไทยพื้นบ้าน ตัวเล็กโตช้า 10-15 ตัวต่อกิโลกรัม พันธุ์ใบโพธิ์ ขนาดใหญ่ 5-10 ตัวต่อกิโลกรัม ประการต่อมาคือ อาหาร มีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 30% ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ คือให้อาหาร 2 เวลา เช้า-เย็น และด้านการจัดการ การเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอน้ำสะอาด ปลากินอาหารดี กินเก่ง โตไวกำไรงาม

ส่วนบ่อขุนปลาหมอไทย เริ่มจากปลาขนาดใบมะขาม เริ่มให้อาหาร 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นอาหารไฮเกรดเม็ดเล็ก 7 วัน จากนั้นเปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกเล็ก จนถึงอายุ 1 เดือนครึ่ง เปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุก รุ่น จนอายุ 90 วัน สามารถจับขายได้ 5-10 ตัวต่อกิโลกรัม กิโลกรัมละ 70 บาท ในฟาร์มสามารถผลิตได้รุ่นละ 6,000 กิโลกรัมต่อ 3 เดือนเชื่อมต่อกับเกษตรกรบ้านโปโล อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

หากผลิตปลาหมอไทยช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคมของทุกปี ราคาค่อนข้างสูงมาก กำไรงาม บ่อขนาด 1 ไร่ ใช้เวลา 90 วัน กำไรบ่อละ 1 แสนบาท 1 ครอบครัว มี 4 บ่อ แรงงาน 2-3 คน มีเงินปีละล้านบาท อยู่อย่างมีความสุขและพอเพียง ครูบุญถมบอกในตอนท้ายว่า เกษตรกรที่สนใจการเพาะเลี้ยงปลาหมอไทย โทร.08-1975-8083 ยินดีให้การศึกษาเพื่อชุมชน เพราะชุมชนมีความสุข คือความผาสุกของเกษตรกรไทย

"วัชรินทร์ เขจรวงศ์ "

ที่มา : คมชัดลึก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 24, 2018, 12:53:32 AM โดย ชอบเกษตร »



*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,877
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,877
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
Re: การเลี้ยงปลาหมอ ให้ได้ กำไร บ่อละแสน
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2011, 04:17:56 PM »
ปลาหมอไทย (Climbing perch) ชื่อวิทยาศาสตร์ Anabas testudineus (Bloch) เป็นปลาที่รู้จักและนิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศไทย อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่ว ๆ ไป เป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจาก มีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ ปลาหมอไทยมีชื่อ เรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า ปลาสะเด็ด ภาคเหนือเรียกว่า ปลาแข็ง ภาคใต้ตอนล่างเรียกชื่อเป็นภาษายาวีว่า อีแกบูยู รูปร่างลักษณะภายนอกปลาหมอไทยมีลำตัวค่อนข้างแบนลำตัวมีสีน้ำตาลดำหรือคล้ำ ส่วนท้องมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน ลำตัวมีเกล็ดแข็ง กระพุ้งแก้มมีลักษณะเป็นหนามหยักแหลมคมใช้ในการปีนป่าย บริเวณโคนหางมีจุดกลมสีดำ

ในหลายพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงปลาหมอไทยจะเริ่มต้นด้วยการเตรียมบ่อด้วย การสูบน้ำออกจากบ่อให้แห้งซึ่งจะช่วยกำจัดศัตรูปลาที่มีอยู่ในบ่อ จากนั้นหว่านปูนขาวในขณะที่ดินยังเปียก ในอัตรา 60-100 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน กำจัดวัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำ วัชพืชและพันธุ์ไม้น้ำที่มีอยู่ในบ่อจะเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของศัตรูปลาหมอ ไทย เช่น ปลาช่อน กบ งู ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลง เนื่องจากพืชน้ำใช้ออกซิเจนในการหายใจเช่นเดียวกับปลา การที่มีพืชน้ำอยู่ในบ่อมากจะเป็นอุปสรรคต่อการให้อาหารและการวิดบ่อจับปลา อีกด้วย

ต่อมาก็เป็นการตากบ่อเพื่อทำให้แก๊สพิษในดินบางชนิดสลายตัวไป เมื่อถูกความร้อนและแสงแดดเป็นการฆ่าเชื้อโรคและศัตรูปลาที่ฝังตัวอยู่ในดิน ใช้เวลาในการตากบ่อ 2-3 สัปดาห์ เสร็จแล้วก็สูบน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับ 60-100 เซนติเมตร ทิ้งไว้ 2-3 วัน ก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยง ต้องใช้อวนไนลอนสีฟ้ากั้นรอบบ่อให้สูงจากพื้นประมาณ 90 เซนติเมตร เพื่อป้องกันปลาหลบหนีออกจากบ่อเนื่องจากปลาหมอไทยมีนิสัยชอบปีนป่ายโดย เฉพาะในช่วงที่ฝนตก แล้วปล่อยปลาลงเลี้ยงและอัตราปล่อยปลาขนาด 2-3 เซนติเมตร ความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร ควรปล่อยในช่วงเช้าหรือเย็น ระดับน้ำในบ่อไม่ควรต่ำกว่า 60 เซนติเมตร อุณหภูมิของน้ำในถุงให้ใกล้เคียงกับน้ำในบ่อ เพื่อป้องกันปลาตาย ปล่อยประมาณ 1 เดือน จึงเพิ่มน้ำในบ่อให้ได้ระดับ 1-1.5 เมตร

ปลาหมอไทยกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ การเลี้ยงจึงให้อาหารเม็ดปลาดุกในอัตรา 3-5% ของน้ำหนักตัววันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น โดยช่วงแรกให้อาหารเม็ดปลาดุกขนาดเล็กหรือปลาสดสับละเอียดเป็นเวลา 2 เดือน และถัดมาเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดปลาดุกใหญ่เมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้น การให้อาหารต้องหว่านให้ทั่วบ่อ และจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพราะการเปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ทำให้ปลามีการกินอาหารดีขึ้นส่งผลให้ปลาเจริญ เติบโตดี

ประมาณ 4-5 เดือนก็จับไปขายได้ การจับใช้วิธีการจับแบบวิดบ่อแห้ง โดยก่อนจับปลาจะต้องสูบน้ำออกจากบ่อให้เหลือน้อยแล้วจึงตีอวนจับปลา โดยลากอวนจากขอบบ่อด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงยกอวนขึ้นใช้สวิงจับปลาใส่ตะกร้าเพื่อคัดขนาดจนกระทั่งเหลือปลาจำนวน น้อยจึงสูบน้ำออกจากบ่อให้หมด และจับปลาที่เหลืออยู่ตามพื้นบ่อขึ้นมาคัดขนาดอีกครั้งจากนั้นจึงตากบ่อให้ แห้งและเตรียมบ่อเพื่อเริ่มต้นเลี้ยงปลาในรุ่นต่อไป

ปัจจุบันปลาขนาด 6-10 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 55-60 บาท ขนาดกลาง 7-20 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 25-30 บาทขนาดเล็กมากกว่า 20 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 15-20 บาท.

ที่มา เดลินิวส์