มหันตภัย 4 สารพิษ ฆ่าคน-แมลง-สิ่งแวดล้อม

  • 0 replies
  • 2901 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,888
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ริมถนนราชดำเนินคลาคล่ำไปด้วยตัวแทนเกษตรกรกว่า 100 คน ที่เดินทางมาจาก 8 จังหวัด พวกเขาร่วมกันชูป้ายประท้วงต่อต้านการนำเข้ายาฆ่าแมลง 4 ตัวจากต่างประเทศ...หลายคนสงสัยว่าสารเคมี 4 ตัวนี้ร้ายแรงอย่างไร ?

"ปมปริศนามาจากคนงานผมเอง แม่บ้านคนนี้ทำงานปกติดีทุกวัน ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย มีอยู่ช่วงหนึ่งขอลางานกลับบ้านนอกไปทำนา พอกลับมาเริ่มมีอาการหน้ามืดบ่อยๆ มึนๆ ผมเลยคุยสืบถามไปมา จนเริ่มสงสัยว่า เป็นเพราะยาฆ่าแมลงที่ใช้ในแปลงเกษตรหรือเปล่า เอามาอ่านดูถึงรู้ว่าชื่อคาร์โบฟูราน ผมเริ่มสนใจศึกษาอย่างละเอียด มันเป็นสารเคมีอันตรายมากนะ ทำลายต่อมหมวกไต ทำลายระบบสืบพันธุ์ และทำให้ดีเอ็นเอผิดปกติด้วย"

ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น เล่าถึงความเป็นมาของการสร้าง "เครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีการเกษตร" แหล่งชุมนุมของกลุ่มแพทย์ นักวิจัย นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ ผู้ต่อต้านการใช้สารเคมีในแปลงเกษตรโดยเฉพาะกลุ่มยาฆ่าแมลง

หมอปัตพงษ์อธิบายว่า เมืองไทยไม่เคยควบคุมการใช้สารเคมีเหล่านี้ ให้สิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษี ขายได้ทุกที่ ขายได้กับทุกคน ซื้อขายอย่างอิสรเสรี โฆษณาเกินจริงสุดๆ ทำให้ตัวเลขใช้สารกำจัดศัตรูพืชพุ่งสูงถึงปีละกว่า 118 ล้านกิโลกรัม มูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มมากขึ้นจากปี 2540 กว่า 3 เท่า ในจำนวนสารกำจัดศัตรูพืชทั้งหมด 118 ล้านกิโลกรัม มีสารเคมีหลายตัวที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสารพิษฆ่าแมลง 4 ตัว ที่หลายประเทศประกาศห้ามใช้เด็ดขาด คือ "คาร์โบฟูราน" "เมโทมิล" "ไดโครโตฟอส" และ "อีพีเอ็น" แต่กลุ่มธุรกิจค้าสารเคมีข้ามชาติจากอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สามารถสั่งนำเข้ามาขายในไทยได้อย่างเสรี



เมื่อ 20 ปีที่แล้ว พ.ศ.2534  ยุโรปมีสารเคมีขึ้นทะเบียนอยู่ 1,000 กว่าตัว แต่หลังจากเปลี่ยนระบบขึ้นทะเบียนใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม ต้องมีรายงานพิษวิทยา การตรวจสารปนเปื้อนในพืชผักหรือผลผลิต การตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทำให้สารเคมีที่ผ่านมาตรฐานเหลือเพียงแค่ 250 ตัวเท่านั้น และในวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ออกกฎระเบียบเข้มเพิ่มเติม ให้รัดกุมเข้มข้นกว่าเดิม เพื่อคุ้มครองสุขภาพคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม

โดยระบุห้ามขึ้นทะเบียนสารเคมีเกษตรที่มีลักษณะ 6 ประการคือ 1.ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ 2.ทำให้เป็นมะเร็งหรือเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ 3.มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ 4.ตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน 5.ตกค้างในสิ่งมีชีวิตได้ยาวนาน 6.ตกค้างในสิ่งมีชีวิตได้ยาวนานมาก

องค์การอนามัยโลกจําแนกระดับความพิษของสารเคมีเกษตรไว้ 4 ระดับคือ
(1a) ระดับมีอันตรายสูงมาก (Extremely  hazardous)
(1b) ระดับอันตรายสูง (Highly hazardous)
 (2)  ระดับอันตรายปานกลาง  (Moderately hazardous)
 (3)   ระดับอันตรายน้อย (Slightly hazardous)
 (4) ระดับไม่น่าอันตราย  (Unlikely to present a hazard in normal use)

เมื่อจัดกลุ่มของสารพิษทั้ง 4 ชนิดพบว่า "อีพีเอ็น" มีอันตรายสูงมากอยู่ในระดับ 1a  ส่วน "คาร์โบฟูราน, เมโทมิล และ ไดโครโตฟอส" จัดอยู่ในระดับ 1b

จากรายงาน "สรุปการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของอีพีเอ็น" โดย นพ.ประกิจ เชื้อชม  รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ระบุว่า เนื่องจากอีพีเอ็นมีความเป็นพิษอันตรายสูงมาก คือ "หนึ่งเอ" (1a)  อเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและพม่าห้ามใช้ในประเทศแล้ว แต่ไทยยังวางขายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่พิษร้ายทำให้คนสัมผัสปวดหัว อาเจียน ไอ และหยุดหายใจได้ งานวิจัยในสัตว์พบความผิดปกติในสมองหนู และระบบประสาทในไก่ แต่ดูเหมือนผู้เกี่ยวข้องในไทยยังไม่รับรู้อันตรายเพราะปี 2553 ยังอนุญาตให้บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งสั่งสารอีพีเอ็นจากเกาหลีมาขายในไทยจำนวน 1.5 แสนกิโลกรัม มูลค่ากว่า 53 ล้านบาท



รศ.ดร.ภญ.นาถธิดา วีระปรียากูร คณะเภสัชศาสตร์ ม.ขอนแก่น ทำรายงาน "สรุปการทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของคาร์โบฟูราน (Carbofuran)" ว่า มีพิษต่อสัตว์และมนุษย์ เกษตรกรสัมผัสสารนี้จะมีอาการพิษเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ ปวดเกร็งท้อง เสียการทรงตัว หายใจลำบาก ส่วนในสัตว์นั้นพบว่ามีพิษต่อตับและระบบสืบพันธุ์ของปลา และความผิดปกติในอสุจิหนู อเมริกาจึงสั่งห้ามใช้สารนี้ตั้งแต่ปี 2540 จากนั้นอีก 3 ปีอังกฤษสั่งห้ามใช้ในปี 2543 ส่วนไทยนั้นปี 2553 มีกลุ่มธุรกิจนำเข้าสารคาร์โบฟูรานจำนวน 5.3 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 149 ล้านบาทเข้ามาขายให้เกษตรกรทั่วประเทศ

ทีมนักวิชาการจากเครือข่ายเฝ้าระวังสารเคมีเกษตร ประกอบด้วย ม.ราชภัฏอุบลราชธานี ม.มหาสารคาม ม.ขอนแก่น และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ร่วมกันทดลองวิจัยในไทย พร้อมรายงานผลเบื้องต้นในหัวข้อ "ผลของสารคาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส อีพีเอ็น และ เมโทมิล  ที่มีต่อความหลากหลายทางชีวภาพ" โดยใช้วิธีเก็บข้อมูลจากห้องแล็บและแปลงทดลองคะน้าทั้งหมด 39 แปลงใน จ.อุบลราชธานี ผลปรากฏว่า สารเคมีทั้ง 4 ชนิดมีพิษหรือฆ่าแมลงหมดเกลี้ยง ทั้งหนอนกระทู้ผักและหนอนใยผักที่เป็นตัวทำลายผักคะน้า ขณะเดียวกันก็ฆ่า "แตนเบียน" ที่เป็นแมลงมีประโยชน์ในการคุมหนอน 2 ชนิดแรกเช่นกัน ทำให้เสียสมดุลของระบบนิเวศ

ล่าสุดทีมงานนักวิชาการข้างต้นกำลังศึกษาการตกค้างในสิ่งแวดล้อมทั้งดินและน้ำ แต่ระหว่างรอผลวิจัยนั้น ได้เสนอแนะในข้อสรุปว่า ประเทศไทยควรยกเลิกการนำเข้าและจำหน่ายสารพิษทั้ง 4 ชนิด และส่งเสริมให้ปลูกผักแบบอินทรีย์เพื่อสุขภาพของเกษตรกร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และรักษาสิ่งแวดล้อม

"ในต่างประเทศรู้มานานแล้วว่า 4 ตัวนี้มีพิษร้ายแรง งานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกยืนยันถึงอันตรายทั้งต่อเกษตรกรที่เป็นคนฉีดพ่น และปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมยาวนาน ทำลายวงจรชีวิตแมลงดีๆ และตกค้างในข้าวพืชผักที่มนุษย์กินเข้าไป ฯลฯ เป็นโอกาสดีที่กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบใหม่ กำหนดให้หลังวันที่ 22 สิงหาคม 2554 บริษัทที่จะนำเข้าสารเหล่านี้ต้องมาขอขึ้นทะเบียนใหม่หมด เครือข่ายหวังว่าหน่วยงานรัฐจะไม่อนุญาตให้นำเข้าสาร 4 ตัวนี้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นพวกเราคงต้องออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน บริษัทพวกนี้ได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการขายสารพิษให้เกษตรกรไทย" นพ.ปัตพงษ์ กล่าวยืนยันทิ้งท้าย