เกษตรอินทรีย์ ของดีขายไม่ดี ปัญหาที่รอการแก้ไข

  • 0 replies
  • 4510 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,890
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
การแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลในประเทศเยอรมนี จากรายงานข่าวนั้นสาเหตุต้นตอมีการสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวโยงกับอาหารประเภทผัก พืชผักที่เพาะปลูกในฟาร์มเรือนกระจก ซึ่งภาพที่ผ่านมาคือภาพของการเป็นพืชผักปลอดสารพิษ จนอาจทำให้ผู้คนบางส่วนรู้สึกแหยง ๆ กับการบริโภคพืชผัก รวมถึงพืชผักปลอดสารพิษ ซึ่งพืชผักปลอดสารพิษในไทยนั้นไม่เคยมีข่าวในทางลบ และกับ “เกษตรอินทรีย์” ก็ถือว่าได้รับการยอมรับสูง...

เกษตรกรไทยที่ทำเกษตรอินทรีย์ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา

ทั้งนี้ จากรายงานสถานะธุรกิจเกษตรอินทรีย์ที่สำรวจโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี พบว่า ในปี 2550 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกราว 332.2 ล้านเฮกตาร์ (1 เฮกตาร์ เท่ากับ 6 ไร่ 1 งาน) มีจำนวนเกษตรกร 1.2 ล้านคน มีมูลค่าธุรกิจกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยคาดการณ์อัตราเติบโตของตลาดนี้อยู่ที่ 10-15% ต่อปี

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับต้น ๆ ของโลก และก็มีศักยภาพสูงที่จะเป็นแหล่งผลิตสินค้า “เกษตรอินทรีย์” ที่สำคัญของโลก การขยายตัวของธุรกิจ-อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการขับเคลื่อนของกระแสรักสุขภาพ รักสิ่งแวดล้อม

สถิติที่สำคัญด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ในปี 2549 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองจำนวน 140,938 ไร่ (อัตราการเพิ่มกว่า 90% เปรียบเทียบจากปี 2544) มีฟาร์มเกษตรอินทรีย์กว่า 7,500 แห่ง ผลผลิตส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าว ผลไม้สด ผัก และสมุนไพร โดยตลาดส่งออกมีมูลค่าประมาณ 427 ล้านบาท ซึ่งตลาดหลัก ๆ ได้แก่ ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ขณะที่ตลาดภายในประเทศมีมูลค่าประมาณ 520 ล้านบาท โดย 70% ของผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์นั้นจำหน่ายผ่านผู้ค้าปลีกรายใหญ่

มองภาพรวม ’เกษตรอินทรีย์ในไทย“ ดูจะสดใส อย่างไรก็ตาม จากการที่ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ส่งทีมลงพื้นที่ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ชองมูแฮง และโรงงานผู้ผลิตและส่งออกมะพร้าวออร์แกนิค ทางภาคตะวันออก ระหว่าง 8-9 มิ.ย.ที่ผ่านมา กับโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมผักและผลไม้อินทรีย์ไทย ซึ่งจัดโดยสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ก็พบบางแง่มุมที่น่าพิจารณา...

พีรโชติ จรัญวงศ์ กก.ผจก.บริษัท อาหารเมอริท จำกัด สะท้อนว่า... สำหรับมะพร้าวออร์แกนิกแปรรูป เช่น กะทิกระป๋อง ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมในไทย เพราะราคาค่อนข้างสูง และคนไทยก็ยังไม่รู้ว่า กะทิ ทำไมต้องเกษตรอินทรีย์? ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำอยู่ตรงนี้ ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มีกระบวนการผลิต ตัวช่วยในการผลิต ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งมีความยากในการจะเป็นเกษตรอินทรีย์ จึงมีผลต่อราคา

’สิ่งที่สูงขึ้นมาคือเรื่องของต้นทุน แตกต่างกันมาก คือเกษตรอินทรีย์นี่หนักเรื่องค่าแรง ค่าตัดหญ้า ค่าทำความสะอาดสวน“
...ส่วนนี่เป็นการระบุของ ผู้ใหญ่สวัสดิ์ ขำเจริญ ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ชองมูแฮง ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผลไม้ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ที่ ต.คลองพลู อ.เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี โดยผู้ใหญ่สวัสดิ์ยังบอกอีกว่า... เปลี่ยนจากการทำเกษตรแบบเดิมมาทำเกษตรอินทรีย์ 3-4 ปีแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 3-4 ปี พื้นที่จึงจะปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือพื้นที่ทำเกษตรดีขึ้น ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาทิ ค่าปุ๋ย ลดลงเรื่อย ๆ ’ทำอินทรีย์ก็ไม่ขาดทุน แต่ได้กำไรไม่เยอะ คือตอนนี้ไม่มีขาดทุน แต่ได้น้อย“

ด้าน ปัฐยาวดี แจงเชื้อ เลขานุการ และฝ่ายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ชองมูแฮง บอกว่า... ปัจจุบันทางกลุ่มฯส่งผลผลิตให้ห้างสรรพสินค้าบางแห่ง แต่ทางห้างก็จะรองรับผลผลิตได้ไม่มาก ยังมีผลผลิตส่วนที่เกินความต้องการ และเวลาไปวางขายที่ห้าง ราคาสูง ทำให้สินค้าขายได้ไม่มาก ซึ่งสินค้าที่จะลงห้างหีบห่อจะต้องสวย การจัดการจะต้องดี กลายเป็นว่า ต้นทุนที่สูงที่ทำให้ราคาต้องสูง เป็นต้นทุนการจัดการไม่ใช่ต้นทุนการผลิต ราคาที่เกษตรกรขายไม่สูง แต่ราคาที่ห้างสูงเป็นเท่าตัวจากราคาที่เกษตรกรขาย

ปัญหาอีกอย่างคือ การขายส่งทั่วไปต้องไปปนกับสินค้ามีเคมี ปนกันจนแยกไม่ออก ทำให้ผู้บริโภคเสียโอกาสบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์จากที่เกษตรกรทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจลงไป อีกอย่างคนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะบริโภคจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูสวยงาม ไม่มีมดแมลงตอม ดังนั้นทั้งหมดที่ทำไปมันก็เหมือนสูญเปล่า

คนทำ “เกษตรอินทรีย์” รายนี้ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า... ที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มงบปีละหลายร้อยล้าน เป็นพันล้าน เพราะเรื่องเกษตรอินทรีย์ แต่ปรากฏว่ามันไม่เกิด จริง ๆ คือ รัฐบาลไม่จัดการเรื่องตลาดให้ดี ถ้าตลาดกลุ่มเกษตรอินทรีย์ดี ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจสินค้าเกษตรอินทรีย์ รู้ว่าดีต่อสุขภาพอย่างไร จะได้ประโยชน์จากการบริโภคสินค้ากลุ่มนี้อย่างไร เขียนป้ายปุ๊บวิ่งมาซื้อ ในเมื่อกลุ่มใดผลิตขายได้ดี กลุ่มอื่นก็ผลิตตามแน่นอน

’แต่ทุกวันนี้คือ บางคนผลิตแล้วไม่มีตลาด

ก็ต้องนำไปขายรวม ก็เลยเป็นปัญหา!!!!!“.


ที่มา: เดลินิวส์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 17, 2011, 04:15:49 PM โดย admin »