การผลิตน้ำสกัดชีวภาพจากพืช อินทรีย์เกษตร

  • 0 replies
  • 2903 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

*

ชอบเกษตร

  • ผักสวนครัวรั้วกินได้
  • *****
  • 10,889
  • +0/-0
    • เกษตรอินทรีย์ แบบพอเพียง
น้ำสกัดชีวภาพ   คือ น้ำที่ได้จากการหมักพืชอวบน้ำ   เช่น ผัก ผลไม้ ด้วยน้ำตาลในสภาพไร้อากาศ     น้ำที่ได้จะประกอบด้วยจุลินทรีย์  และสารอินทรีย์หลากหลายชนิด
จุลินทรีย์ส่วนใหญ่จะเป็นพวกยีสต์ แบคทีเรียสร้างกรดแลกติก และพวกราแบคทีเรียสังเคราะห์แสงก็เคยพบในน้ำสกัดชีวภาพ

1. วัสดุและอุปกรณ์
                    1.1 ถังหมักที่มีฝาปิดสนิท จะเป็นถังพลาสติก ถังโลหะ หรือกระเบื้องเคลือบหรือจะใช้ถุงพลาสติกก็ได้
                    1.2 น้ำตาล สามารถใช้น้ำตาลได้ทุกชนิด อาจใช้กากน้ำตาล ซึ่งมีราคาถูก
                    1.3 พืชอวบน้ำทุกชนิด   เช่น ผัก ผลไม้ ทั้งแก่และอ่อน  ถ้าเก็บจากไร่ – สวน ที่สดจากต้นในเวลาเช้าตรู่ได้เท่าใดก็ยิ่งดี    รวมทั้งเปลือกผักผลไม้อวบน้ำที่สดไม่เน่า
                           เปื่อย เช่น เปลือกแตงโม เปลือกสับปะรด เปลือกขนุน และเปลือกมะม่วง เป็นต้น
                    1.4 วัสดุมีน้ำหนักใช้ในการกดทับ เช่น อิฐบล็อก หรือก้อนหิน

2. วิธีทำ
                    2.1 นำพืช ผัก ผลไม้ ตามข้อ 1.3 หั่นหรือสับให้เป็นชิ้นขนาด 1-2 นิ้ว แล้วนำผสมกับน้ำตาลในภาชนะที่เตรียมไว้ในอัตราน้ำตาล 1 ส่วน ต่อพืช ผัก ผลไม้ 3 ส่วน
                           คลุกให้เข้ากัน  หรือถ้ามีปริมาณมากจะโดยทับสลับกันเป็นชั้นๆ ก็ได้  ในกรณีผักผลไม้ที่ใช้หมักเป็นชนิดที่ไม่อวบน้ำ      ควรเติมน้ำพอให้อยู่ระดับเดียวกับผัก
                           ผลไม้ที่อยู่ในภาชนะ
                    2.2 ใช้วัสดุมีน้ำหนัก ตามข้อ 1.4  วางทับบนพืชผักที่หมัก   เพื่อกดไล่อากาศที่อยู่ระหว่างพืชผัก ของหนักที่ใช้ทับควรมีน้ำหนักประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนักพืช
                           ผัก วางทับไว้ 1 คืน ก็เอาออกได้
                    2.3 ปิดภาชนะที่หมักให้สนิทถ้าเป็นถุงพลาสติก ก็มัดปากถุงพลาสติกให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้  เป็นการสร้างสภาพที่เหมาะสมให้แก่จุลินทรีย์หมัก
                           ดองลงไปทำงาน
                     *หมักทิ้งไว้ 3-5 วัน  จะมีของเหลวสีน้ำตาลอ่อนถึงแก่ (ขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้และน้ำตาลที่ใช้หมัก)  เกิดขึ้นจากการละลายของน้ำตาลและน้ำเลี้ยงจากเซลล์ของ
                           พืชผักน้ำตาล และน้ำเลี้ยงเป็นอาหารของจุลินทรีย์  จุลินทรีย์หมักดองก็จะเพิ่มปริมาณมากมาย    พร้อมกับผลิตสารอินทรีย์หลากหลายชนิด   ดังกล่าวข้างต้น
                           ของเหลวที่ได้เรียกว่า “น้ำสกัดชีวภาพ”
                    2.4 ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน  เมื่อน้ำสกัดชีวภาพมีปริมาณพอประมาณ ก็ถ่ายน้ำสกัดชีวภาพออกบรรจุลงในภาชนะพลาสติก  น้ำสกัดชีวภาพที่ถ่ายออกมาใหม่ๆ
                           กระบวนการหมักยังไม่สมบูรณ์  จะมีก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เกิดขึ้นในภาชนะ ต้องคอยเปิดฝาภาชนะบรรจุทุกวันจนกว่าจะหมดก๊าซ
                    *ปริมาณของน้ำสกัดชีวภาพที่ได้จากการหมักจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของพืช ผัก ผลไม้ ที่ใช้หมัก   ซึ่งจะมีน้ำอยู่ร้อยละ 95-98
                    2.5 ควรเก็บถังหมักและน้ำสกัดชีวภาพไว้ในที่ร่ม     อย่าให้ถูกฝนและแสงแดดจัดๆ   น้ำสกัดชีวภาพที่ผ่านการหมักสมบูรณ์แล้ว   ถ้าปิดฝาสนิทสามารถเก็บไว้ได้
                           หลายๆ เดือน
                    2.6 กากที่เหลือจากการหมัก  สามารถนำไปฝังเป็นปุ๋ยบริเวณทรงพุ่มของต้นไม้ได้ หรือจะคลุกกับดินหมักเอาไว้ใช้เป็นดินปลูกต้นไม้ก็ได้  ในกรณีต้องการหมักต่อ
                           โดยใช้กากที่เหลือ อาจจะเติมผักผลไม้ลงไปเพิ่ม  พร้อมกับเพิ่มปริมาณน้ำตาลตามสัดส่วน 1:3 ลงไปก็ได้
                    2.7 น้ำสกัดชีภาพที่มีคุณภาพดี  จะมีกลิ่นหมักดอง และมีกลิ่นแอลกอฮอล์บ้าง     มากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำตาลและปริมาณผลไม้ที่หมัก  ถ้าชิมดูน้ำสกัดชีวภาพ
                           จะมีรสเปรี้ยว  แต่ถ้าหากเกิดกลิ่นเหม็นเน่าเกิดขึ้น แสดงว่าปริมาณน้ำตาลที่ใช้น้อยเกินไป ให้เติมน้ำตาลเพิ่มเข้าไปให้มากขึ้น

3. วิธีใช้ในพืช
                    3.1 ผสมน้ำสกัดชีวภาพ กับน้ำในอัตรา 1 ส่วนต่อน้ำ 500-1,000 ส่วน (1 ช้อนแกงต่อน้ำ 10 ลิตร) รดต้นไม้หรือฉีดพ่นบนใบ แล้วให้ไหลลงดินรอบต้นไม้ เพื่อ
                           ให้จุลินทรีย์ลงไปช่วยทำงานในดิน
                    3.2 ควรทำในตอนเช้าหรือเย็น
                    3.3 ควรใช้อย่างสม่ำเสมอ และในดินควรมีอินทรียวัตถุอย่างเพียงพอ เช่นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าแห้ง ใบไม้แห้งและฟาง เป็นต้น
                    3.4 ใช้ได้กับพืชทุกชนิด  น้ำสกัดชีวภาพเจือจางใช้แช่เมล็ดพืชก่อนนำไปเพาะ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น และจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรงและสมบูรณ์

ประโยชน์การผลิตน้ำสกัดชีวภาพจากพืช

นอกจากจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่นจุลินทรีย์ที่ช่วยอินทรียวัตถุ จุลินทรีย์ที่ช่วยกำจัดโรคพืชแล้วในน้ำสกัดชีวภาพยังประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ หลากหลายชนิด
เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน และธาตุอาหารต่างๆ    เอนไซม์บางชนิดจะทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นสารอินทรีย์    เป็นอาหารของจุลินทรีย์เอง   และเป็นอาหารของต้นพืช
อย่างไรก็ตาม  ฮอร์โมนหลายชนิดที่จุลินทรีย์สร้างขึ้น  จะเป็นประโยชน์ต่อพืชถ้าใช้ในปริมาณเล็กน้อย  ถ้าใช้ในปริมาณที่เข้มข้นเกินไปก็อาจจะทำให้ต้นไม้เฉาตายได้   ฉะนั้น
จำเป็นต้องใช้ในอัตราเจือจาง สารอินทรีย์บางชนิดที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นเป็นสารที่เพิ่มความต้านทานให้แก่พืช ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลง

การผลิตน้ำสกัดชีวภาพ เพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

น้ำสกัดชีวภาพ  ช่วยสร้างความต้านทานแก่พืชเพื่อสู้กับศัตรูพืช  ถึงแม้มีโรคและแมลงมารบกวนก็จะไม่เกิดความเสียหาย  เนื่องจากพืชมีความแข็งแรงเช่นเดียวกับ
มนุษย์ที่แข็งแรงก็จะไม่เจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม น้ำสกัดชีวภาพที่ได้จากการหมักผลไม้ผสมสมุนไพรจะช่วยให้พืชมีความต้านทานต่อศัตรูพืชได้ผลดียิ่งขึ้น

วิธีทำ       
                    1.  วิธีทำน้ำสกัดชีวภาพเพื่อป้องกันและรักษาศัตรูพืชก็เช่นเดียวกับการทำน้ำสกัดชีวภาพที่ได้กล่าวมาแล้ว เพียงแต่ใช้ผลไม้หมักทั้งหมด  ผลไม้ใช้ได้ทั้งดิบและ
                         สุก หรือเปลือกผลไม้ถ้าเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ทางยาสมุนไพร เช่น ผลมะม่วงหินพานต์ จะยิ่งดี
                                     
                    2.  สมุนไพรที่ต้องการใช้ร่วมกับน้ำสกัดชีวภา   ได้แก่ ใบสะเดา ตะไคร้หอม ฟ้าทะลายโจร กระเทียม พริกขี้หนู ว่านหางจระเข้ ขิง ข่า และยาสูบเป็นต้น นำมา
                         ทุบหรือตำให้แตก ใส่น้ำให้ท่วม หมักไว้ 1 คืน เพื่อสกัดเอาน้ำสมุนไพร นำไปกรองเอาแต่น้ำ
           
วิธีใช้
               -  ผสมน้ำสกัดชีวภาพกับน้ำสมุนไพรและน้ำในอัตราน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน น้ำสมุนไพร 1 ส่วน และน้ำ 200-500 ส่วน
                    -  ฉีดพ่นต้นพืชให้เปียกทั่ว ควรเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นพืชเริ่มงอก ก่อนที่โรคและแมลงจะมารบกวนอย่างต่อเนื่อง
                    -  ควรฉีดพ่นในตอนเช้าหรือเย็น หรือหลังฝนตก

ที่มา http://it.doa.go.th