เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

พันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลายพันธุ์

ปัญหาของเกษตรกรชาวนาข้าวเกษตรอินทรีย์ ส่วนใหญ่มักพบกับแมลงศัตรูพืชที่ ทนทานต่อสมุนไพรป้องกันและกำจัดทั้งหลาย ยิ่งสภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ทำให้แมลงศัตรูพืชบางชนิดเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้ยากต่อการป้องกันและกำจัด

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล Brown planthopper มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nilaparvata lugens (Stal) เป็นแมลงศัตรูพืช ชนิดปากดูด โดยมักทำลายข้าว โดยดูดน้ำเลี้ยงข้าวจนทำให้ข้าวแห้งตาย และเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก ลักษณะเป็นแมลงขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตรสีน้ำตาล มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (bracrypterous form)

จากข้อมูลหลายๆ ประเทศ พบว่าการปล่อยให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดรุนแรงเป็นร้อยตัวต่อกอ การใช้สารเคมีจะไม่ได้ผล ดังนั้นหลังจากที่มีการงดปลูกข้าวอย่างน้อย 2 เดือนแล้ว การปลูกข้าวในฤดูกาลหน้า ต้องมีวิธีการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีผสมผสาน คือการเลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และไม่ควรปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เพื่อลดโอกาสที่เพลี้ยจะปรับตัวไม่ง่าย และต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ยังไม่ถึง 10 ตัวต่อกอให้ใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มนิโอนิโคตินอยด์ดังกล่าว

พันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลายพันธุ์

โดยเฉพาะศัตรูในนาข้าวอย่าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ในปัญหาก็ยังมีทางออก กรมการข้าว ได้คิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการรับมือกับภัยครั้งนี้ ล่าสุดภายหลังการประชุมคณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 1 ประจำปี 56 คณะกรรมการฯ ก็ได้มีมติรับรอง ข้าวพันธุ์ กข 49 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่มีการศึกษาวิจัยมานานเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยเฉพาะ

พันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลายพันธุ์

เนื่องจากพันธุ์ข้าว กข47 เดิม เป็นข้าวต้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่เริ่มไม่สามารถต้านทานได้อีกต่อไปเนื่องจากภาวะโลกร้อน ทำให้เพลี้ยเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งปกติเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต้องใช้เวลาประมาณ 7 วันในการฟักไข่เป็นตัวอ่อนและใช้เวลา 16 วันในการลอกคราบเพื่อเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย นี่หมายถึงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเติบโตและแพร่พันธุ์ได้ 3 รุ่นต่อการทำนาหนึ่งรอบ

แต่เมื่อเกิดภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ระยะเวลาในการฟักไข่เป็นตัวอ่อนหดสั้นลงเหลือเพียงแค่ 3 วัน และจากตัวอ่อนไปเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาน้อยลงเหลือเพียง 12 วัน นั่นทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาวะโลกร้อนปัจจุบันนี้ สามารถเติบโตและแพร่พันธุ์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 5 รุ่นต่อหนึ่งรอบการทำนา แถมการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนสูงอย่างต่อเนื่องจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการเติบโตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี

พันธุ์ข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกลายพันธุ์

การใช้สารไนโตรเจนนี้เอง ผนวกกับสภาวะโลกที่ร้อนขึ้น ก็ทำให้วงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีวงจรชีวิตสั้นลง ในขณะที่ตัวอ่อนของเพลี้ยก็สามารถเอาตัวรอดได้มากขึ้น ตัวเมียที่โตเต็มที่จะตัวใหญ่และวางไข่ได้มากขึ้น มีชีวิตได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากไนโตรเจนในต้นข้าวก็จะไปช่วยเพิ่มความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมให้กับเพลี้ยได้เป็นอย่างดี โดยผ่านการปรับเปลี่ยนทางระบบนิเวศน์ และชีววิทยาในตัวเพลี้ยเอง โดยเฉพาะการทนทานต่อการขาดแคลนอาหารได้นานขึ้น จึงทำให้สามารถอพยพไปหาแหล่งอาหารใหม่ๆ ได้ไกลมากขึ้น

การใช้ปุ๋ยเคมีจึงเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญในการทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างกว้างขวาง ในขณะเดียวกันการใช้ยาฆ่าแมลงในการกำจัดเพลี้ย ก็ทำให้ตัวอ่อนเพลี้ยมีอาการดื้อยามากขึ้นอีกด้วย

สำหรับข้าวพันธุ์ กข49 ถือเป็นข้าวที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในด้านความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลชนิดที่กลายพันธุ์นี้ได้ และลำต้นของข้าวพันธุ์นี้จะมีความแข็งแรงมาก ไม่มีปัญหาต้นหักล้มเมื่อเจอแรงลมแรงเหมือนข้าวพันธุ์อื่น จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของข้าวพันธุ์ กข49 คืออายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 102-107 วันก็สามารถให้ผลผลิตได้แล้ว จึงเหมาะที่จะเป็นพืชนาปรังในเขตชลประทาน ขณะที่ผลผลิตต่อไร่สูงสุดที่เคยทำได้ในสภาพนาที่เหมาะสมและภายใต้วิธีการปลูกที่ถูกต้องคือ 939 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเฉลี่ย 733 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2 ถือว่า ข้าวพันธุ์ กข 49 ให้ผลผลิตที่สูงกว่ามาก

สำคัญกว่านั้นคือ ข้าวพันธุ์ กข 49 จัดเป็นข้าวที่มีคุณภาพเยี่ยมที่สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100% ชั้น 1 ได้ เนื่องจากมีอัตราส่วนของเมล็ดที่หักน้อยมาก จึงสามารถนำไปทำข้าวนึ่งส่งออกแทนพันธุ์ชัยนาท 1 ที่เคยได้รับความนิยมว่าเป็นข้าวนึ่งที่ดีที่สุดในโลกได้อีกด้วย