เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับยกระดับสินค้าเกษตร

กระทรวงเกษตรฯ – มกอช. จัดงบประมาณทุ่ม 9 ล้านบาท บุกเบิกโครงการนำร่องใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนหลังแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ตามมาตรฐาน EPCIS วางใจให้ กสท. ดูแลคุมเทคโนโลยี นี้หวังยกระดับผู้นำมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับ ยกระดับสินค้าเกษตร-อาหารนายนิกร จำนง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้เกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ร่วมกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT พัฒนาโครงการนำร่องการใช้เทคโนโลยีเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอาหารจากรหัสมาตรฐานสากล ด้วยมาตรฐาน EPCIS (Electronic Product Code Information Services) ที่เป็นมาตรฐานระบบการให้บริการข้อมูลเลขรหัส EPC และข้อมูลอื่นๆ ที่มีโครงสร้างและข้อกำหนดตามมาตรฐานสากล และได้รับการยอมรับทั่วโลก

ที่ปรึกษารมว.กระทรวงเกษตรฯ กล่าวต่อว่าปี 2552 ที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าการเกษตรและอาหาร รวมมูลค่า 559,609 ล้านบาท และถือเป็นประเทศที่ส่งออกทูน่ากระป๋องปลาแช่แข็ง และกุ้ง เป็นอันดับหนึ่งของโลก ภายใต้การร่วมมือของ กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง และบริษัทเอกชน ทั้งภาคการเกษตร ผู้ผลิตและผู้ส่งออก

นายนิกร ยังกล่าวต่ออีกว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหารปี 2553-2556 ในแผนยุทธศาสตร์ที่ 5 เรื่องการสร้างความมั่นใจในมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยใช้งบประมาณจำนวน 9 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี โดยให้ กสท เป็นผู้ดำเนินการว่าจ้างบริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ดูแลโซลูชัน เทคโนโลยีการสื่อสารแบบอัตโนมัติ และบริษัท เอฟเอ็กซ์เอ จำกัด ดูแลแอพลิเคชัน ระบบฐานข้อมูลอ๊อปสมาร์ท

ที่ปรึกษารมว.กระทรวง เกษตรฯ ยังบอกด้วยว่า โครงการนำร่องครั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีผู้ผลิตอาหารและเกษตรกรเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 600 รายจากเกษตรทั้งหมด 5 แสนรายทั่วประเทศ ในอุตสาหกรรม ไก่ อาหารทะเล ผักผลไม้สด โดยมีกำหนดระยะเวลาภายในเดือน ก.พ.2554 หรือปีหน้า ทั้งนี้ เกษตรที่เข้าร่วมโครงการต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1หมื่นบาทต่อปี เพื่อรัษาฐานข้อมูล โดยตั้งเป้าว่า จะมีเกษตรเข้าร่วมสูงสุด 70% หรืออย่างน้อย 25%

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. กล่าวว่า ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการฯ คือ ได้ใช้เทคโนโลยีการกำหนดรหัสสากลและระบบสื่อสารการส่งข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับแบบอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจสอบข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ที่ตั้งของโรงงาน วันที่ผลิตสินค้า วันหมดอายุ วันส่งสินค้า และผลลัพธ์ของโครงการ คือ สามารถตรวจสอบแหล่งที่เป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหาขอสินค้าเกษตรและอาหาร และรู้สาเหตุอย่างรวดเร็ว ทำให้เรียกคืนสินค้าเฉพาะที่เกิดปัญหา ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ สร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้า รวมถึง ทำให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลก อีกทั้ง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้นำเข้า

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ