เดินตามแนว เกษตรพอเพียง ก็มีความสุข

จากเกษตรกรธรรมดาๆ คนนึงที่ทำสวนพืชผักผลไม้ อยู่ในจังหวัดจันทบุรี และมีหนี้สินล้นพ้นตัวจากการทำสวนในอดีตที่รายได้ไม่พอกิน เพราะเคยต้องหันไปใช้ปุ๋ยเคมีที่มีการลงทุนสูง มาช่วยทำการเกษตรเหมือนๆ กับเกษตรกรทั่วไปในละแวก แต่ค่าผลผลิตตกต่ำกว่าทุนจนเกือบเป็นบุคคลล้มละลายเพราะเศรษฐกิจของประเทศพังพินาศ ผลกระทบหลายอย่างทั้งทางตรง ทางอ้อม ทำให้ชีวิตต้องย่ำแย่

แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตเกษตรกรผู้นี้กลับผกผันกลายเป็นเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดจันทบุรีแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงเพราะหันมาดำเนินชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท โดยทำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันเนื่องมาจากแนวพระราชดำริ พร้อมทั้งนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จนวันนี้ ได้กลับมายืนหยัดเป็นเสาหลักของครอบครัวและกลายเป็นเกษตรกรที่ได้รับรางวัลชมเชยประเภทประชาชนทั่วไปมากมาย ในการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

นายคำนึง ชนะสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมชาติบ้านชำปลาไหล เลขที่ 6/1 ม.2 บ้านชำปลาไหล ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เดิมมีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ปลูกผลไม้ประจำท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ และใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ทำให้การทำสวนมีการลงทุนสูง จนกระทั่งทำให้นายคำนึงประสบความล้มเหลวในการประกอบอาชีพเกษตร เพราะมีหนี้สินจากการกู้ยืมเงินมาซื้อปุ๋ยเคมี เพื่อหวังว่าจะได้ผลผลิตมากๆ แต่กลับต้องผิดหวังจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาผลไม้ที่ตกต่ำ ปริมาณผลไม้ออกมาน้อยเกินไป

เดินตามแนวคิดแบบพอเพียงก็มีความสุขได้

จากเหตุการณ์วิกฤติครั้งนั้น นายคำนึง จึงเริ่มศึกษาเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง เพราะเล็งเห็นแล้วว่าเป็นวิธีที่จะช่วยให้ตนกลับมาทำเกษตร ได้อย่างยั่งยืนและลดต้นทุนในทำเกษตร

นายคำนึง บอกว่า แรกเริ่มเดิมทีทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว แต่เมื่อได้มาศึกษาทฤษฎีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กลับได้ความรู้มาอย่างหนึ่งว่า การดำเนินชีวิตจะต้องเป็นไปด้วยความพอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันรวมถึงสิ่งที่ควรจะมีควบคู่กันคือ ความอดทนและขยันหมั่นเพียร ดังนั้น จึงนำมาประยุกต์ใช้กับการเกษตรโดยปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสานหมุนเวียนปลูก ทั้งผัก ผลไม้ และสมุนไพรเพื่อที่เวลาหมดหน้าฤดูผลไม้ก็จะได้เก็บผักและพืชสมุนไพรขายได้

“ก่อนเริ่มต้นการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบผสมผสาน ประมาณปี 2540 เดิมเป็นแบบเกษตรกรทั่วไปที่ใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยบำรุงพืชและก็มีหนี้สินจาก ปุ๋ยเคมีพอสมควร อยู่มาวันหนึ่งได้เปิดหนังสืออ่านแล้วเจอปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เลยลอง ศึกษาดู และเห็นว่าทฤษฎีนี้จะทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤติหนี้สินในครั้งนี้ จึงตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งศึกษาเองจากในหนังสือ ขอข้อมูลจากเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เวลาที่เขามีงบไปดูงานก็จะขอติดตามไปด้วย รวมทั้งยังได้ไปดูที่โครงการตามแนวพระราชดำริ” นายคำนึง ชนะสิทธิ์ ผอ.ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ อ.สองพี่น้อง จ.จันทบุรี เล่าให้ฟัง

เกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายคำนึง ชนะสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ศึกษาอยู่ช่วงหนึ่ง ก็เริ่มที่จะนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ มาใช้ในสวนผลไม้ ช่วงแรกก็ลองถูกลองผิด มีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง คือ ต้นเงาะและมังคุดกำลังจะตาย ก็คิดว่าให้ปุ๋ยในปริมาณที่เพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ผล คนงานได้นำปุ๋ยอินทรีย์ 1 กระสอบไปวางไว้ แล้วรดน้ำ ตอนนั้นคิดว่ามันเป็นปริมาณที่มากเกินความจำเป็น แต่ปรากฏว่าต้นผลไม้กลับฟื้น บทเรียนนี้เองจึงทำให้รู้ว่า ถ้าจะนำปุ๋ยอินทรีย์ไปแทนปุ๋ยเคมี 1 ส่วน เราจะต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 10 เท่า ถึงจะแทนกันได้

ผู้ใหญ่คำนึง กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่นานก็พอรู้แนวทางในการฟื้นฟูพื้นที่สวน เริ่มทยอยนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาใช้และขยายผลสู่สวนเงาะ ทุเรียน ลองกอง มังคุด สละ ลำไย ปรากฏว่าผลผลิตนั้นหอม หวาน กรอบ รสชาติดี จากนั้นไม่นานหน่วยงานตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดก็เข้ามาศึกษาดูงาน

“ในช่วงที่ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับพืช ผัก ผลไม้ เมื่อมีผลผลิตเราก็นำไปแจกก่อน เริ่มแรกก็นำไปถวายวัดไม่ได้คิดว่าเป็นการขาดทุนแต่คิดว่าเป็นการทำบุญด้วย เวลามีงานอะไรเราก็นำผักที่เราปลูกไปปรุงอาหาร แล้วนำไปร่วมกันที่วัดเมื่อมีชาวบ้านมาชิมก็ติดใจและบอกว่าผักมีรสชาติหวาน กรอบ ไปซื้อมาจากที่ไหน เจ้าอาวาสก็ตอบว่า ของโยมคำนึง ให้ไปซื้อที่สวนได้ ปลูกขายอยู่ หลังจากนั้นชาวบ้านก็รู้จัก และบอกกันแบบปากต่อปาก หลังจากนั้น ชาวบ้านก็แวะเวียนเข้ามาซื้อผักที่สวนมากขึ้น ซึ่งนั่นคือ ผลที่ได้รับจากการที่ผมเป็นผู้ให้” นายคำนึง กล่าวด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

นายคำนึง เล่าให้ฟังอีกว่า เพียงแค่ประมาณ 3-6 เดือน ที่นำผัก ผลไม้ปลูกเองไปถวายที่วัดช่วงมีงานบ้างให้ชาวบ้านลองกินบ้างผลตอบรับกลับมา ดีมาก แทนที่การให้ฟรีจะเป็นการขาดทุน แต่กลับกลายเป็นกำไร เพราะเริ่มมีรายได้มากขึ้นกว่าเดิม ชาวบ้านบางส่วนถ้าจะซื้อผักผลไม้ก็ต้องนึกถึงที่สวนแห่งนี้ก่อน

นายคำนึง กล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ชาวบ้านบอกกันปากต่อปากว่าที่สวนทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่อันเนื่องมา จากพระราชดำริมีการปลูกผลไม้ พืช และสมุนไพรหลากหลายชนิด และที่สำคัญคือไม่ใช้สารเคมี ปลอดสารพิษ ก็มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งเกษตรกรเข้ามาขอดูงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงคิดจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้น เพื่อเป็นการนำประสบการณ์ที่ได้เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทถ่ายทอดสู่ชาว บ้าน และชาวบ้านยังจะได้นำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างอาชีพให้กับชาวบ้านแถวนั้นด้วย โดยทางศูนย์ฯ ได้นำชาวบ้านที่มีความสนใจในเรื่องการเกษตรแบบผสมผสานมาอบรมแล้วก็ฝึกให้ เป็นวิทยากรไว้บรรยายเมื่อมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์ฯ

“ศูนย์กสิกรรมที่ตั้งขึ้นจะเป็นการสาธิตวิธีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ฯ เช่น การทำสวนแบบผสมผสาน ทำสวนแบบปลอดสารพิษโดยที่ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง เพราะเราปลูกพืชสมุนไพรซึ่งบางชนิดมีฤทธิ์ป้องกันแมลง และผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่ง คือ การปลูกพืชสมุนไพรคลุมดินทำให้วัชพืชไม่ขึ้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เปิดอ่านทฤษฎีเศรษฐกิจ พอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” นายคำนึง กล่าว

นายคำนึงกล่าวตอนท้ายว่า รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หากไม่ได้เดินตามรอยพ่อ คงจะไม่มีวันนี้ หรืออาจจะเป็นบุคคลโดนฟ้องล้มละลายเนื่องจากเป็นหนี้ที่เกิดจากการทุ่มซื้อ ปุ๋ยเคมีและสัญญาว่าจะนำความรู้และประสบการณ์จากการเดินตามรอยเท้าพ่อไปถ่าย ทอดให้กับชาวบ้านประชาชนทั่วประเทศ และจะทำให้ต่างประเทศนั้นยอมรับในผลผลิตของไทยให้ได้

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เห็นไหมว่า เกษตรพอเพียง และการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวง ได้ผลจริงเพราะผู้ดำเนินการตั้งใจทำอย่างจริงจัง หากมีใครสักคนค้านว่ามันไม่ทันกิน ไม่พอกิน นั่นเพราะว่าความคิดรีบร้อนในการจะทำอะไรหลายๆ อย่างให้ได้ทันการ ไม่คิดหาข้อมูลอย่างจริงจังถี่ถ้วน ก็มักไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงเลิกที่จะเชื่อและกลับไปใช้ชีวิตและดำเนินการกิจการในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งมักไม่จีรังยั่งยืนนัก

ที่มาบางส่วน : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ