เคล็ดลับสู่ความสำเร็จของเกษตรกร

จากที่มาของเดลินิวส์วันก่อนที่บอกถึงเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ในภาคการเกษตรนั้น ได้ให้เนื้อหาว่า สาเหตุของความยากจนของเกษตรกรไทยทั้งหลายนั้น ปัจจัยที่สำคัญหนึ่งคือการมีรายได้ที่ไม่แน่นอน เพราะต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ พึ่งพาลมฟ้าอากาศ ยิ่งในปัจจุบันที่สภาพของโลกวันนี้ผิดแปลกแตกต่างไปจากเมื่อก่อนอย่างมาก มีโรคระบาดอยู่เสมอ ซึ่งยากที่จะคาดเดาและรับมือได้ และนอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่งผลกระทบอย่างมากมายให้กับเกษตรกร เช่น ความผันผวนของราคาผลผลิตทางการเกษตร ทั้งผลผลิตพืชและปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือสุกร ที่เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ ที่สำคัญช่วงที่ราคาตกต่ำมักจะยาวนานกว่าช่วงที่ราคาขึ้นสูง

คำถามก็คือจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนาภาคการเกษตรควบคู่กันไป เพื่อให้ก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ทำอย่างไร เกษตรกรจึงไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะเดียวกันก็มีอาชีพที่มั่นคง เหล่านี้เป็นคำถามที่มีให้ได้ยินกันบ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีเกษตรกรที่มีความพอใจกับความมั่นคงของรายได้ในอาชีพของตนเองนั่นเค้าทำอย่างไร และมีวิธีคิดแนวทางในการดำรงชีวิตอย่างไร???

ความสำเร็จของเกษตรกร

เมื่อวันก่อนได้ไปที่ จังหวัดลพบุรี ที่บ้านเลขที่ 65/4 หมู่ 6 ต.โคกตูม อ.เมือง ได้พบกับ รัตน์ศักดิ์ จันทร์สด เกษตรกร ผู้ผันตัวเองจากเซียนพระเครื่องมาเป็นเกษตรกรเจ้าของฟาร์มเลี้ยงหมู เขาเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า ก่อนจะมาเป็นเกษตรกรเคยทำธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการเช่าบูชาพระเครื่องอยู่ ที่กรุงเทพฯ จนได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตกปี 2540 ธุรกิจพระเครื่องก็ซบเซาจนต้องเลิกกิจการไป จึงตัดสินใจแต่งงานและย้ายมาอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดลพบุรี และยึดอาชีพทำไร่เป็นหลัก ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุน จึงต้องมองหาลู่ทางที่สร้างความมั่นคงให้มากขึ้น จนเมื่อได้ปรึกษากับเพื่อนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับจ้างเลี้ยงกับบริษัท เอกชนใหญ่บริษัทหนึ่งอยู่ก่อนแล้วและได้แนะนำเขาให้ลองทำดู รัตน์ศักดิ์ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการในปี 2542 โดยไม่มีความรู้เรื่องเลี้ยงหมูมาก่อนเลย แต่ก็ได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการกับสัตวบาลของบริษัทมาช่วยถ่ายทอดความรู้ให้ และช่วยแนะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิต ทำให้มีรายได้ที่มั่นคงและดีขึ้นมาโดยตลอด

ทำนาแบบอินทรีย์

เมื่อแรกเริ่มเลี้ยงหมูยังเป็นระบบเปิด จนกระทั่งบริษัทได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนเป็นระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศ ด้วยการระเหยน้ำ หรือ ระบบ อีแวป-Evap (Evaporative Cooling System) ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับความต้องการของหมูในแต่ละช่วงอายุ โดยสามารถช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยงจากเดิมที่ใช้เวลากว่า 6 เดือน เหลือเพียง 20-21 สัปดาห์ เท่ากับสามารถเลี้ยงหมูขุนได้มากกว่า 2 รุ่นในหนึ่งปี ประกอบกับลูกหมูที่บริษัทส่งมาให้เลี้ยงเป็นหมูพันธุ์ดี และเลี้ยงด้วยความเอาใจใส่ ทำให้ผลผลิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การที่บริษัทรับซื้อผลผลิตคืนและจัดการด้านการตลาดทั้งหมด ทำให้ได้ประสิทธิภาพการเลี้ยงตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด สามารถผลิตหมูที่มีคุณภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องตลาด เกิดความมั่นคงด้านราคาผลิตและรายได้ อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืนสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับลูกๆ ได้อีกด้วย

จากความสำเร็จของรัตน์ศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่าสิ่งสำคัญของโครงการส่งเสริมอาชีพฯ ก็คือ ความจริงใจและความซื่อสัตย์ของทั้งบริษัทและเกษตรกร ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จทั้งสองฝ่าย คือเกษตรกรได้รับการประกันรายได้ที่แน่นอนจากการขายผลผลิต และยังได้รับการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ อาหาร การจัดการ จากบริษัทด้วย ในขณะที่บริษัทจะได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพตามต้องการ ช่วยลดการสูญเสียในการผลิต ด้านราคาและปริมาณผลผลิตที่ได้ก็มีเสถียรภาพ ส่งผลดีแก่ผู้บริโภคที่จะได้รับผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน

ที่มา เดลินิวส์

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ