หมูตัดแต่งหน่วยพันธุกรรมพันธุ์ใหม่

ขั้นตอนการเลี้ยงหมูหลุม

การสร้างหมูมิตรสิ่งแวดล้อม มีขนาดรูปร่างและรสชาติเหมือนหมูธรรมดา นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคนาดา ได้สร้างหมูตัดแต่งหน่วยพันธุกรรมพันธุ์ใหม่ขึ้นสำเร็จ เป็นครั้งแรก อวดว่าเป็นหมูที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเหมาะสมกับการบริโภคของมนุษย์เป็นที่สุด

หมูซึ่งถูกตั้งชื่อให้ ว่า “หมูเอนไวโร” มีรูปร่าง เสียงร้อง ตลอดจนมีรสชาติเหมือนกับหมูธรรมดามาก แต่มันถูกตัดแต่งยีน โดยเอายีนของหนูและแบคทีเรีย อี.โคลิ ยัดสอดเข้าไปไว้ในดีเอ็นเอ ยีนเหล่านั้นได้ไปทำให้มันมีระบบย่อยอาหารผิดจากธรรมดา โดยมูลของมันจะมีฟอสฟอรัสเหลืออยู่น้อยกว่า ทำให้ไม่ก่อมลพิษในแม่น้ำลำธารมากนัก

อาจารย์ริช มอคเซีย หัวหน้าทีมกล่าวอวดว่า “นับเป็นความสำเร็จแนวหน้าของสังคมวิทยาศาสตร์ มันเป็นสิ่งน่าทึ่งเมื่อเราคิดถึง” แต่พวกนักวิจารณ์การตัดแต่งยีนพืชสัตว์กล่าวว่า “มันก็เป็นเพียงสัตว์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะแพร่หลายตามฟาร์มเลี้ยงแห่งต่างๆเข้าสักวันหนึ่งเท่านั้น”

สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม

ยาที่ถูกสร้างขึ้นมาจากนมของแพะที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อรักษาโรค เลือดที่พบได้น้อย (Rare Blood Disorder) มีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุญาตให้ใช้ได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่าแพะดัดแปลงพันธุกรรมนั้นไม่สมควรที่จะเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่อาหาร แต่ถ้ายาที่ผลิตจากนมแพะนี้ได้ผ่านการอนุญาตให้ใช้ได้แล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่สัตว์ชนิดอื่นที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Engineered (GE) Animals) จะได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ในสหรัฐฯไม่ว่าจะเพื่อจุดประสงค์ใดด้วยเช่นกัน

สหรัฐฯได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพตั้งแต่ในช่วง ศตวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533 – 2542) หลายประเทศได้ยึดถือหลักการและกฎระเบียบของสหรัฐฯเป็นแนวทางในการควบคุม สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม แต่ทุกวันนี้สหรัฐฯยังไม่อนุญาตให้นำสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมซึ่งถูกตัดแต่ง พันธุกรรมโดยใช้เทคโนโลยีดีเอ็นเอสายผสม (Recombinant DNA (rDNA)) มาใช้เป็นอาหาร
หมู

หน้าที่ความรับผิดชอบในการควบคุมดูแลสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมในสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานของสหรัฐฯสองแห่งซึ่งได้แก่ องค์กรอาหารและยา (Food and Drug Administration (FDA)) และกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture (USDA)) องค์กรอาหารและยาทำหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการรับรองความปลอดภัยของสัตว์ ดัดแปลงพันธุกรรมที่จะนำมาใช้เป็นอาหาร ของมนุษย์ ส่วนกระทรวงเกษตรทำหน้าที่ควบคุมดูแลการนำเข้าสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิดไม่ว่าจะถูกสร้างเพื่อนำมาใช้เป็นยารักษาโรค หรือนำมาใช้เป็นอาหารจะต้อง ผ่านกฎระเบียบขั้นตอนต่างๆเหมือนกันเพื่อให้ได้รับการอนุญาตในสหรัฐฯ

สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมอาจจะให้ประโยชน์อย่างมากมาย นักพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพสามารถสร้างสัตว์ที่ให้คุณลักษณะพิเศษชนิด ใหม่โดยการใส่ชิ้นส่วนดีเอ็นเอของสัตว์ สายพันธุ์หนึ่งให้กับสัตว์อีกสายพันธุ์ ความเป็นไปได้เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมอาจจะมีความสามารถในการสร้างโปรตีนหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) เพื่อนำมาใช้ในผลิตยาหรือวัคซีน ซึ่งเรียกวิทยาการแขนงนี้ว่า ฟาร์มมิ่ง (Pharming) ตัวอย่างเช่น วัวที่มีความต้านทานต่อโรคเต้านมอักเสบ (Mastitis) หรือโรควัวบ้า (Mad Cow Disease) และหมูที่สามารถสร้างกรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids) ซึ่งช่วยบำรุงหัวใจในเนื้อของตัวมันเองได้ในปริมาณมาก

นักวิเคราะห์ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพหลายคนได้โต้แย้งว่ายังมีปัจจัย ความเสี่ยงที่เกิดจากสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมอยู่อีกหลาย ประการที่ยังไม่เห็นเป็นที่แน่ชัด พวกเขาต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัยที่เกี่ยวกับสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม นอกจากนี้พวกเข้ายังได้เน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการระบุความเกี่ยว พันทางด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอแนวทางที่เกี่ยวกับการควบคุมสัตว์ดัด แปลงพันธุกรรม

การที่จะเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมซึ่งอยู่ในช่วง การพิจารณาตรวจสอบขององค์การอาหารและยานั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากภายใต้กฎหมายด้านอาหาร ยา และเครื่องสำอาง (Federal Food, Drug and Cosmetic Act (FFDCA)) ของสหรัฐฯ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่สามารถถูกเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตามบริษัทบางแห่งได้มีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณชนบ้าง แต่เป็นไปด้วยความสมัครใจ

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งในกรอบงานด้านกฎระเบียบข้อบังคับที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบันนี้คือ ความไม่ชัดเจนว่าสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมซึ่งสามารถผลิตยาได้จะต้องมีการได้ รับอนุญาตก่อนที่จะอนุญาตให้ใช้ยาชนิดนั้นหรือไม่

ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 องค์การอาหารและยาได้จัดทำร่างเอกสารเพื่อใช้เป็นแนวทางในกระบวนการพิจารณา ตรวจสอบขององค์การฯ สำหรับอุตสาหรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ในร่างเอกสารฉบับนี้ได้ระบุว่าสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมทุกชนิดจะถูกพิจารณาว่า เป็นยาชนิดใหม่ ดังนั้นสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมจะต้องผ่านการ ได้รับอนุญาตจากองค์การฯก่อนออกสู่ตลาด ทั้งนี้องค์การฯได้พิจารณาถึงกระบวนการสร้างสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมและเห็น ว่าดีเอ็นเอสายผสมที่ถูกสร้างขึ้นมาใน สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมนั้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับโครงสร้างหรือ หน้าที่ของสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในกฎหมายด้านอาหาร ยา และเครื่องสำอางของสหรัฐฯ ดังนั้นในกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 หลังจากที่ได้พิจารณาข้อคิดเห็นจากประชาชนเป็นจำนวนประมาณ 28,000 ความเห็นแล้ว องค์การอาหารและยาจึงได้ดำเนินการจัดทำเอกสารเพื่อใช้เป็นแนวทางในกระบวนการ พิจารณาตรวจสอบขององค์การฯฉบับสมบูรณ์

องค์การอาหารและยาวางแผนที่จะพิจารณาให้การรับรองอนุญาตสัตว์ดัด แปลงพันธุกรรมเป็นกรณีไป เนื่องจากรูปแบบของยีนในสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมและจุดประสงค์ของการขออนุญาต เพื่อใช้งานมีความแตกต่างกัน สำหรับสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมตัวอย่างเช่น หนูและแมลง ซึ่งเป็นสัตว์ที่โดยปกติไม่ได้เป็นอาหารของมนุษย์นั้น อาจจะไม่ต้องขออนุญาตจากองค์การอาหารและยาก่อนที่จะออกสู่ตลาด หรือสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงตัวอย่าง เช่น ปลาเรืองแสง (Day-Glo Pet Fish) ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากองค์การอาหารและยาก่อนออกจำหน่าย

หมูเอนไวโร

ในปัจจุบันองค์การอาหารและยากำลังพิจารณาคำร้องขออนุญาตเพื่อให้การ รับรองสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรมอย่างน้อยสองชนิดที่อาจนำ มาเป็นอาหารของมนุษย์ภายในปลายปี พ.ศ. 2552 นี้ หนึ่งในนั้นเรียกว่า หมูเอนไวโร (Enviropig) ซึ่งเป็นหมูที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้ผลิตฟอสฟอรัสในมูลในปริมาณที่น้อยกว่า หมูปกติ ดังนั้นจึงสามารถนำมูลของหมูชนิดนี้มาใช้เป็นปุ๋ยได้มากขึ้น
enviropig หมูเอนไวโร สัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม

หมูเอนไวโรนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกูเอลฟ (University of Guelph) ในมณฑลออนตาริโอ (Ontario) โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูให้สามารถใช้มูลหมูชนิด นี้เป็นปุ๋ยได้โดยที่ไม่ขัดกับกฎหมายด้านการจัดการ ธาตุอาหาร (Nutrient Management Laws) ของแคนาดา กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่จะนำมาใช้ในเขตเพาะปลูก ซึ่งโดยปกติแล้วฟอสฟอรัสในมูลของหมูจะมีปริมาณมากกว่าไนโตรเจนถึงหนึ่งส่วน สามเท่า ดังนั้นปริมาณฟอสฟอรัสจึงเป็นองค์ประกอบหลักที่จำกัดปริมาณของมูลหมูที่จะนำ มาใช้เป็นปุ๋ยในเขตเพาะปลูก

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกูเอลฟได้สร้างหมูเอนไวโรโดยการเชื่อมยีนที่ ได้รับมาจากแบคทีเรีย เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) กับโปรโมเตอร์ (Promoter) ที่ได้รับมาจากหนู ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการคัดลอกรหัสของยีน (Transcription) แล้วใส่เข้าไปในตัวอ่อนของหมู ดีเอ็นเอส่วนเล็กๆในยีนที่รับมาจาก เอสเชอริเชีย โคไลนี้จะกระตุ้นให้มีการผลิดเอนไซม์ไฟเตส (Phytase) ที่ต่อมน้ำลาย (Salivary Glands) ของหมู เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยย่อยฟอสฟอรัสในรูปของไฟเตท (Phytate) ซึ่งอยู่ในอาหารเลี้ยงหมู จึงเป็นผลให้มูลของหมูมีปริมาณฟอสฟอรัสน้อยลง

โดยปกติแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะเติมไฟเตสเข้าไปในอาหารของหมูเพื่อ เป็นอาหารเสริม แต่หมูเอนไวโรจะสามารถสร้างไฟเตสเองได้ ดังนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจะสามารถประหยัดเงินได้ประมาณ 1.00 ถึง 1.50 เหรียญสหรัฐฯตลอดชีวิตของหมูหนึ่งตัว โดยถ้าเกษตรกรเลี้ยงหมูจำนวนมากขึ้น จำนวนเงินที่เกษตรกรสามารถประหยัดได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นายเซซิล ดับเบิ้ลยู ฟอร์สเบิร์ค (Cecil W. Forsberg) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่เกษียณแล้วด้านชีววิทยาระดับโมเลกุลและเซลล์จาก มหาวิทยาลัยกูเอลฟ รวมทั้งเป็นหัวหน้าทีมนักวิจัยของหมูเอนไวโรได้กล่าวว่า ทีมนักวิจัยกำลังรอการตัดสินใจจากองค์การอาหารและยาเกี่ยวกับหมูเอนไวโรซึ่ง ได้ยื่นคำร้องเพื่อขอการรับรองไปตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2550 นายฟอร์สเบิร์คยังได้เน้นว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของหมูเอนไวโรคือช่วยลดปัญหามลพิษที่เกิดจากสารอาหาร (Nutrient Pollution) รวมทั้งช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของหมู เพราะไฟเตสที่หมูเอนไวโรสามารถสร้างขึ้นเองได้นั้นจะช่วยให้หมูแข็งแรง โดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องใส่อาหารเสริมเพิ่มเข้าไปในอาหารเลี้ยงหมูเลย

Source www.ostc.thaiembdc.org