สวนปาล์มน้ำมันแนวใหม่

สวนปาล์มน้ำมันแนวใหม่

พลิกพื้นที่รกร้างว่างเปล่าไม่ใช้สอย เนรมิตเป็นสวนปาล์มน้ำมัน แนวทางยกระดับภาคเกษตรไทย ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (17 ก.พ.) ราคาผลปาล์มน้ำมันอ้างอิ่งที่ จ.สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ผลปาล์มทะลายตกกิโลกรัมละ 7.50-8.20 บาท ผลร่วงกิโลกรัมละ 8-14 บาท ขยับตัวจากปี 2553 ซึ่งราคาเฉลี่ยทั้งปีผลปาล์มทะลายราคากิโลกรัมละ 6.70 บาท

ส่วนผลร่วงอยู่กิโลกรัม ละ 7.50 บาท ขณะที่เดือนมกราคม 2554 เฉลี่ยทั้งเดือนผลปาล์มทะลายกิโลกรัมละ 8.91 บาท ผลร่วง 9.41 บาท และจากปัจจัยที่ราคาปาล์มน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิต อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี แม้กระทั่งภาคอีสานหลายจังหวัดที่เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันทั้งที่รัฐบาลยังไม่ส่งเสริม

ก่อนหน้านี้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รวบรวมรายละเอียดและผลการศึกษาการปลูกปาล์มน้ำมันใน พื้นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่สวนส้มร้าง พบว่ามีเกษตรกรที่เป็นเจ้าของสวนส้มที่ประสบปัญหาโรคกรีนนิ่ง (greening) ระบาดขั้นรุนแรง หันมาปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 300 รายในพื้นที่กว่า 1.2 หมื่นไร่ และได้รวมตัวตั้งกลุ่ม “ชมรมชาวสวนปาล์มทุ่งรังสิต” ขึ้นมา

นายธีระระบุว่า จากการทำโครงการทดสอบการเจริญเติบโตของปาล์มน้ำมันของกรมส่งเสริมการเกษตรได้สรุปผลการศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตปาล์มน้ำมันระหว่างพื้นที่ทุ่งรังสิตกับ จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติในด้านการเจริญเติบโตและผลผลิต โดยผลผลิตปาล์มน้ำมันพื้นที่ ทุ่งรังสิต เมื่ออายุ 4-5 ปีและผลผลิตในปีที่ 5-6 เฉลี่ยไร่ละ 2,588 กิโลกรัมต่อปี และไร่ละ 4,283 กิโลกรัมต่อปีตามลำดับ ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยปาล์มน้ำมันทั้งประเทศให้ผลผลิตต่อไร่ 2,790 กิโลกรัมต่อปี

จากข้อมูลการศึกษา วิเคราะห์และประเมินศักยภาพความเหมาะสมของพื้นที่สวนส้มร้าง กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าทุ่งรังสิตน่าจะเป็นแหล่งที่สามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ อีกแหล่งหนึ่งของประเทศมีพื้นที่ปลูกได้ไม่น้อยกว่า 1.5 แสนไร่ มีเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการกว่า 5,000 ราย และหากประกาศให้ทุ่งรังสิตเป็นเขตส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันจะสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้ปีละกว่า 5 หมื่นตัน นั่นหมายถึงว่าจะทำให้เงินสะพัดเข้า อ.หนองเสือ จากปลูกปาล์มน้ำมันอย่างมหาศาล

เช่นเดียวกับในพื้นที่ภาคอีสาน หลังจากมีการตั้งศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันขึ้นมาที่ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย เมื่อปี 2550 เพื่อศึกษาวิจัยความเหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมัน พบสภาพพื้นที่ของภาคอีสานบางจุดสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ผลดีได้ ทำให้เกษตรกรแห่ปลูกปาล์มน้ำมันหลายจังหวัด ทั้งเป็นการเปิดเผยของ นายอุดม คำชา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันหนองคาย กรมวิชาการเกษตร ว่าแม้ในพื้นที่ภาคอีสานยังไม่มีการส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย เนื่องจากการปลูกปาล์มได้ต้องมีน้ำมากพอ แต่ปรากฏว่าขณะนี้มีหลายจังหวัด อาทิ จ.หนองคาย เลย อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ ปลูกปาล์มน้ำมันแล้ว 5-6 หมื่นไร่ และมีโรงงานเข้ามาตั้งเพื่อรับซื้อผลผลิตปาล์มแล้วหลายแห่ง

สวนปาล์มน้ำมันแนวใหม่

“ในพื้นที่ จ.หนองคาย เลย อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี จากการวิจัยพบว่าสามารถปลูกปาล์มได้เพราะติดกับแม่น้ำโขงมีน้ำเพียงพอ แต่ผลผลิตยังไม่ดีเท่ากับภาคใต้ ต้นปาล์มน้ำมันอายุ 5 ปี ให้ผลผลิตอยู่ที่ไร่ละ 2.5 ตันต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยรวมทั้งประเทศจะอยู่ที่ไร่ละประมาณ 2.7 ตันต่อปี ภาคใต้จะให้ผลผลิตสูงราวไร่ละ 3 ตันต่อปี แม้ว่าเรายังไม่ได้รับการส่งเสริม แต่ศูนย์เรามีการเพาะพันธุ์ปาล์มน้ำมันเพื่อขายให้เกษตรกร เนื่องจากเห็นว่าราคาดี มีเกษตรกรสนใจปลูก หากไปซื้อกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่อื่นราคาอาจแพง และอาจจะได้พันธุ์ปลอมด้วย” นายอุดม กล่าว

นายอุดม กล่าวอีกว่า การที่มีโรงงานเข้ามาตั้งเพื่อรับซื้อผลผลิตปาล์มทั้งที่ จ.หนองคาย เลย และอำนาจเจริญ ส่วนใหญ่โรงงานจะรับซื้อแล้วสกัดน้ำมันปาล์มเพื่อส่งต่อขายให้บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) รับซื้อในราคาค่อนข้างดี ตกกิโลกรัมละ 5-7 บาท ทำให้เกษตรกรอยากจะปลูกกันมาก เพราะไม่ต้องดูแลมาก แค่เพียงน้ำถึงก็พอแล้ว

“อนาคตหากผลการวิจัยออกมาว่าอีสานสามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ ดีและเกษตรกรปลูกเพิ่มมากขึ้นจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะจะทำให้ราคาน้ำมันพืช และไบโอดีเซลลดราคาลง และที่ดีไปกว่านั้นคือเกษตรกรจะสามารถผลิตน้ำมันไบโอดีเซลใช้ได้เองในครัว เรือน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่กรมวิชาการเกษตรต้องการส่งเสริมในขณะนี้” นายอุดม กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่มีน้ำเพียงพอ การที่เกษตรกรหันไปปลูกปาล์มน้ำมันถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว เพราะพลังงานทดแทนเป็นที่ต้องการของประเทศชาติในอนาคต ฉะนั้นผลผลิตปาล์มน้ำมันยังเป็นที่ต้องการของตลาด และจะส่งผลให้ผลปาล์มน้ำมันมีราคาดี และจะทำให้เกษตรกรมีฐานะดีขึ้นตามด้วย

มีโรงสกัดบีบน้ำมันชุมชนขายได้ราคา

นายสมพงษ์ บังทอง เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกลุ่มแรกๆ ของ จ.หนองคาย มีสวนปาล์มน้ำมันที่ ต.นาคา อ.ปากคาด จ.หนองคาย เกษตรกรบอกว่า เริ่มปลูกปาล์มน้ำมันเมื่อ ปี 2548 ในพื้นที่ 80 ไร่ ปัจจุบันสามารถเก็บเกี่ยวผลปาล์มได้แล้ว ในราคาที่ไม่เคยต่ำกว่ากิโลกรัมละ 6.00 บาท และสามารถตัดได้ทุกวัน ไปส่งขายให้โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มชุมชน ซีพี-ปาล์ม 1500 (CP-Plam 1500) ที่ อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย เป็นโรงงานสกัดมีกำลังการผลิตที่ 4.5 ตันทะลายต่วัน

“ผมสนใจที่จะปลูกปาล์มน้ำมัน จึงไปขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยหนองคาย เพราะปาล์มน้ำมันน่า จะเป็นพืชที่มีอนาคตอีกทั้งยังเป็นพืชที่ดูแลรักษาไม่ยาก ผมปลูกเพียง 3 ปีก็สามารถให้ผลตอบแทนแล้ว ปัจจุบันต้นปาล์มที่ปลูกไว้เริ่มทยอยให้ผลผลิตแล้ว ซึ่งในปี 2553 ที่ผ่านมาให้ผลผลิตเฉลี่ย 3-4 ตันต่อสัปดาห์ หน้าฝนปีนี้คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 7-8 ตันต่อสัปดาห์” นายสมพงษ์

นายสมพงษ์ บอกว่า เดิมทีจะมีพ่อค้าคนกลางจากภาคตะวันออกและอภาคใต้ขึ้นมารับซื้อทุก 15 วัน ราคาเฉลี่ยตกประมาณกิโลกรัมละ 3-3.50 บาท หากเกษตรกรที่อยู่ไกลอาจได้ราคาเพียง กิโลกรัมละ 1.50-2.00 บาทเท่านั้น กระทั่งบริษัท รัตนอุตสาหกรรมปาล์ม จำกัด ได้ตั้งโรงสกัดน้ำมันปาล์มชุมชน ซีพี-ปาล์ม ขึ้นที่ อ.รัตนวาปี เกษตรกรในพื้นที่สามารถขายผลปาล์มได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 6-6.80 บาท ที่สำคัญสามารถเก็บผลปาล์มสุกขายได้ทุกวัน

ที่มาข่าวสวนปาล์มน้ำมัน คมชัดลึก