ระบบเกษตรผสมผสาน ที่ได้ประโยชน์สูงสุด

คราวที่แล้วว่ากันไปในเรื่องของ การเกษตรแบบผสมผสาน หรือการทำไร่นาสวนผสม กันไปแล้ว วันนี้จะมาแยกย่อยอีกทีในเรื่องของการทำระบบเกษตรผสมผสาน ที่สามารถทำและให้ประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์สูงสุดของ ระบบเกษตรผสมผสาน

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบเกษตรกรรมที่มีกิจกรรมตั้งแต่ 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน หรือการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมในพื้นที่เดียวกันให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยกิจกรรมเหล่านี้จะมีการเกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และจะนำไปสู่การเป็นระบบการเกษตรแบบยั่งยืน (Sustainable Agriculture) และก่อให้เกิดผลดีและประโยชน์ในด้านต่างๆ หลายอย่าง สามารถแยกย่อยได้คือ

ได้ประโยชน์ และลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพลม ฟ้า อากาศ ซึ่งจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีความแปรปรวนในแต่ละปีที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น เกิดภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมฉับพลัน อากาศแปรปรวนฉับพลัน และอื่นๆ ที่เป็นปัญหาก่อให้เกิดความเสียหายผลิตผลทางการเกษตร เป็นปัญหาต่อเกษตรกรที่มีการทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ทำนาปลูกข้าว หรือพืชไร่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น การพัฒนาการแปรเปลี่ยนพื้นที่นาหรือไร่นาบางส่วนที่มี มาดำเนินการระบบเกษตรผสมผสานที่มีหลายๆ อย่างรวมกัน การปลูกพืชสวน (ไม้ผล พืชผัก การปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้) การเลี้ยงสัตว์ หรือการเลี้ยงปลาทดแทนรายได้จากการปลูกข้าวหรือพืชไร่เพียงอย่างเดียวที่อาจเสียหายจากสภาวะต่างๆ

ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิต ในการดำเนินการระบบการเกษตรที่มีเพียงกิจกรรมเดียว และมีการผลิตเป็นจำนวนมาก ผลผลิตที่ได้เมื่อออกสู่ตลาดพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ ไม้ผล พืชผักต่างๆ เมื่อมีผลผลิตที่มีปริมาณเกินความต้องการของตลาด ก็ย่อมทำให้ราคาของผลผลิตนั้นต่ำลง การแปรเปลี่ยนพื้นทำกินบางส่วนมาดำเนินการ ระบบเกษตรผสมผสาน จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความผันแปรของราคาผลผลิตในตลาดลงได้ เนื่องจากเกษตรกรสามารถที่จะเลือกชนิดพืชปลูกตามฤดูกาล และเลือกกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี ในแปลงปลูกเดียวกัน ตัวอย่างการแก้ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ การแปรเปลี่ยนพื้นที่นา 1 ใน 4 ของพื้นที่นาทั้งหมด ให้เป็นร่องสวนสำหรับปลูกไม้ผล ร่วมกับพืชแซมต่างๆ ที่ให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง สามารถลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตข้าวที่ไม่แน่นอน และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาผลผลิตของพืชเกษตรอื่นที่สามารถขายได้นอกจากข้าวที่เป็นผลผลิตหลัก

ทำนาแบบอินทรีย์ ระบบเกษตรแบบผสมผสาน

ลดความเสี่ยงจากการระบาดของศัตรูพืช ในการดำเนินกิจกรรมการปลูกข้าว หรือพืชไร่ต่างๆ เพียงอย่างเดียว เกษตรกรจะมีความเสี่ยงอย่างมาก เมื่อเกิดการระบาดของศัตรูพืชขึ้น เช่น กรณีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคใบหงิกอย่างรุนแรงในปี 2532-2533 ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศโดยเฉพาะในเขตภาคกลางได้รับความเสียหายอย่างมาก เกษตรกรต้องประสบความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ โดยไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาเจือจุนครอบครัวได้ การแก้ปัญหาหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้มีการวิจัยและพัฒนาระบบเกษตรผสมผสานที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นา ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคใบหงิกขึ้น โดย ระบบเกษตรผสมผสาน ที่เหมาะสมกับสภาพทางกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ สังคมของเกษตรกร ที่ได้ผลดีมีอยู่ 3 แบบ คือ

  1. ข้าว + ไม้ผลบนร่องสวน + บ่อปลา
  2. ข้าว + ไม้ผลบนร่องสวน + ไม้ดอกไม้ประดับ
  3. ข้าว + บ่อปลา + ไม้ผลรอบบ่อปลา + ไก่บนบ่อปลา

ทั้ง 3 รูปแบบช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเพราะสามารถมีผลผลิตอย่างอื่นทดแทนผลผลิตหลักได้ การจัดระบบการปลูกพืชและระบบเกษตรผสมผสานแบบนี้ ก็เพื่อลดกิจกรรมการปลูกข้าว ซึ่งเป็นพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สามาระช่วยยับยั้งชีพจักร (life cycle) ขอเพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลได้ หรือหากเสียหายก็เสียหายเฉพาะนาข้าวเท่านั้น

ช่วยเพิ่มรายได้และกระจายรายได้ตลอดปี เพราะการดำเนินระบบเกษตรผสมผสานซึ่งมีกิจกรรมหลายกิจกรรมในพื้นที่เดียวกันนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายด้าน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี อาจจะเป็นรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายได้ประจำฤดูกาล เกษตรกรที่เคยมีรายได้จากการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว เมื่อแปรเปลี่ยนพื้นที่นาบางส่วนเป็นระบบเกษตรผสมผสาน จะมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผักสวนครัว รายได้ประจำสัปดาห์จากการเพาะเห็ดฟางในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-เม.ย.) รายได้ประจำเดือนจากไม้ผลอายุสั้น ได้แก่ กล้วย ฝรั่ง ละมุด และรายได้ประจำฤดูกาลจากข้าว ข้าวโพดหวาน ถั่วลิสง ถั่วเขียว ที่ปลูกหลังนา เช่น ระบบเกษตรผสมผสานของนายจวน หอมมิ่ง เกษตรกรบ้านโคกกราด ที่ได้ร่วมดำเนินการระบบเกษตร ผสมผสาน ตั้งแต่ปี 2537 พบว่าในปี 2540 จะมีรายได้ประจำวันจากการขายพืชผัก (ถั่ว แตงกวา ผักบุ้ง คะน้า ผักชี ต้นหอม ผักกะเฉด) เฉลี่ยวันละ 30.42 บาท รายได้ประจำสัปดาห์จากการขายเห็ดฟาง 47.5 บาท/สัปดาห์ รายได้ ้ประจำเดือนจากฝรั่ง กล้วย ละมุด มะละกอ 896.25 บาท รายได้ประจำฤดูกาลจากการขายข้าว 7,399 บาท ข้าวโพด หวาน 1,545 บาท ถั่วลิสง 1,009 บาท ซึ่งสามารถอยู่ได้แบบพึ่งพาตนเองเป็นอย่างดี

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ