พืชเศรษฐกิจ ในเรือนกระจก

พืชเศรษฐกิจ ในเรือนกระจก

บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ แดนทิวลิปเป็นประเทศที่ก้าวหน้าล้ำยุคในภาคอุตสาหกรรมและบริการ แต่ท่านทราบไหมครับว่าภาคเกษตรกรรมซึ่งก้าวหน้าล้ำยุคพอๆ กัน ก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดัตช์อย่างมาก เกือบจะไม่ต่างจากบ้านเราเลยครับ ฉบับนี้ผมขอพูดถึงการเกษตรรูปแบบหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ นั่นก็คือการปลูกพืชเรือนกระจก ซึ่งมีพัฒนาการมายาวนานในประเทศนี้ และในปัจจุบันก็ยังคงพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว

เนเธอร์แลนด์เริ่มสร้างเรือนกระจกในเขตบริเวณ Westland มาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งในยุคแรกๆ เป็นการสร้างแบบง่ายๆ โดยมีกระจกเป็นส่วนประกอบและข้างหนึ่งเป็นผนังทึบ จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 จึงเปลี่ยนเป็นเรือนกระจกที่โครงสร้างใช้กระจกแทบทั้งหมดและมีการใช้ความร้อน ทำให้สามารถปลูกพืช ผัก ผลไม้ที่ปกติไม่สามารถปลูกได้ในพื้นที่นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ในระยะหลัง การแข่งขันของตลาดพืชเรือนกระจกมีสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานก็เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการปฏิรูปพื้นที่เพาะปลูกพืชเรือนกระจก ผู้ประกอบการดัตช์จึงต้องปรับตัวโดยนำวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการปลูกพืชเรือนกระจกมากขึ้น ส่งผลให้ชั่วโมงนี้ เนเธอร์แลนด์เป็นเจ้าตลาดในการส่งออกพืชผักภายในสหภาพยุโรป ทั้งที่มีพื้นที่ไม่มากนัก (ประมาณ 1 ใน 15 ของประเทศไทยหรือประเทศฝรั่งเศส) เกษตรพอเพียง

พืชเศรษฐกิจ ในเรือนกระจก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ได้มีการนำระบบเรือนกระจกแบบปิดหรือ “closed greenhouse” มาใช้ในเนเธอร์แลนด์ ทำให้สามารถลดการใช้พลังงานลงและควบคุมการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างเต็มที่ โดยมีการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ปรับปรุงคุณภาพผลผลิตให้ได้ตามความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การใช้เทคนิคการปลูกพืชในน้ำและหล่อเลี้ยงด้วยสารอาหารที่พืชต้องการอย่างพอเพียง (อาทิ ระบบ substrate with fertigation) ส่งผลทำให้พืชดูน่ากินและบรรจุด้วยสารอาหารสำหรับคนอย่างครบถ้วน นอกจากนี้แล้ว มีการใช้วิธีทางชีวภาพในการเพาะปลูกดูแลพืช (อาทิ การใช้ผึ้งช่วยผสมเกสร และใช้ศัตรูตามธรรมชาติ เช่น แมลงปีกแข็ง กำจัดแมลงศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี เป็นต้น)

จะเห็นได้ว่าองค์ความรู้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการแข่งขัน ซึ่งรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ดูจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ส่งเสริมการวิจัยเกือบทั้งหมด มาเป็นให้ความสนใจเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน และให้ภาคเอกชนมีบทบาทในการประยุกต์นำงานวิจัยไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของตน โดยในขั้นตอนการเพาะพันธุ์ไม้ดอกและพืชผักสำหรับการปลูกในเรือนกระจกนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักเพาะพันธุ์ที่เชี่ยวชาญกับสถาบันทางวิทยาศาสตร์ และสำหรับการเพาะพันธุ์ผลไม้ สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์จะมีบทบาทหลัก อย่างไรก็ดี รัฐยังคงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนใหญ่ในการปลูกพืชเรือนกระจก โดยมีการตั้งเป้าว่าภายในปี ค.ศ. 2020 กิจการเรือนกระจกทั้งหมดจะต้องไม่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

ความได้เปรียบเหล่านี้ส่งผลให้การปลูกพืชเรือนกระจก ซึ่งใช้พื้นที่เพียงร้อยละ 25 ของพื้นที่การเกษตรของเนเธอร์แลนด์ ผลิตผักผลไม้ได้ถึงร้อยละ 50 จากจำนวนทั้งหมดที่ผลิตในเนเธอร์แลนด์ และร้อยละ 80 ของผักผลไม้ส่งออกจากเนเธอร์แลนด์เป็นผลผลิตจากพืชเรือนกระจก

วัตถุประสงค์แต่เดิมของการปลูกพืชเรือนกระจกนั้น ก็เพื่อให้สามารถปลูกพืชที่โดยปกติไม่สามารถปลูกในภูมิอากาศของพื้นที่นั้นๆ ได้ ซึ่งแม้ว่าขณะนี้เกษตรกรดัตช์ดูจะเน้นที่การปลูกผักผลไม้ที่ใช้เวลาการเติบโตสั้น เช่น มะเขือเทศ แตงกวา พริกหยวก ผักกาด สตรอว์เบอร์รี่ แบล็กเบอร์รี่ แต่เมื่อมองพัฒนาการแล้ว บางท่านอาจเห็นด้วยกับผมว่าคงอีกไม่นานหรอกที่ชาวดัตช์เขาจะหันมาหาวิธีปลูกพืชผักเมืองร้อนที่ไทยส่งออกในราคาที่แข่งขันได้ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะอาหารไทยเป็นที่นิยมมาก ทำให้เครื่องปรุงต่างๆ ที่ใช้ทำอาหารไทยเป็นที่ต้องการในตลาดยุโรป ดังนั้น หากไทยไม่รีบแก้ปัญหาสารพิษหรือศัตรูพืชตกค้างในพืชผักส่งออกแต่บัดนี้ เป็นไปได้ว่าอาจมีกะเพรา พริก ตะไคร้ ใบมะกรูด มะเขือ ฯลฯ จากเนเธอร์แลนด์ออกมาขายสู้กับเราในไม่ช้าครับ

ที่มา ฐานเศรษฐกิจ