น้ำมันปาล์มขาดแคลน ใช้น้ำมันอะไรดี

น้ำมันปาล์มขาดแคลนและราคาแพง แม้จะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่ซับซ้อนอะไรนัก แต่นักการเมืองก็ทำให้มันบานปลาย กลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนยุ่งยาก เป็นเกมการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเปิดช่องว่างให้ฝ่ายค้านออกมากระทืบซ้ำ ด้วยการเปิดโปงว่ามีนักการเมืองร่ำรวยจากการกักตุน นับพันล้านบาท ถ้าหากบริหารจัดการไม่ดี รัฐบาลอาจมีสิทธิ์พังได้

ที่ว่าเป็นปัญหา ที่ไม่ซับซ้อน แต่ เป็นปัญหาเศรษฐกิจแบบง่ายๆ ก็เพราะรู้อยู่แล้วว่าสาเหตุของความขาดแคลน เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มภายในประเทศ ไม่เพียงพอต่อการบริโภคของประชาชน วิธีแก้ไขง่ายๆของรัฐบาลก็คือ ทำให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ ด้วยการเพิ่มผลผลิต หรือการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือถ้ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ก็จะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

จากข้อมูลของไทยรัฐที่เขียนว่า เรื่องง่ายๆ แต่ฉาวโฉ่

รัฐบาลมีองค์กรหรือกลไกในการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มพร้อมสรรพ มีทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ดูแลและส่งเสริมการผลิต มีกระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลด้านการจำหน่ายจ่ายแจก และยังมีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ดูแลแบบครบวงจร และมีข้อมูลระบุว่า ปีนี้น้ำมันปาล์มภายในประเทศไม่เพียงพอแน่ แต่ไม่ได้วางแผนแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้รุนแรงถึงขั้นเข้าคิวแย่งกันซื้อ และถึงชกต่อยกัน

Why Palm Oil May Be Good?

บรรดาหน่วยงานผู้รับผิดชอบรวมทั้ง กนป. เพิ่งจะตื่นขึ้นมาอนุมัติให้นำเข้าน้ำมันปาลฺ์มจากมาเลเซีย เมื่อเดือนมกราคม หลังจากที่เกิดการขาดแคลน หาซื้อไม่ได้ตามร้านค้าทั่วไป ซ้ำยังมีเสียงนินทาว่า บริษัทผู้นำเข้า ไม่ได้เอาน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตและบรรจุขวด นำออกมาจำหน่ายแก่ประชาชน มีการกักตุนน้ำมันปาล์มหลายล้านขวด กนป.จึงอนุมัติให้นำเข้าอีก 120,000 ตัน ในเดือนกุมภาพันธ์

เป็นการแก้ปัญหาที่ “น้อยเกินไป” เพราะว่า 30,000 ตัน ที่นำเข้ารอบแรก ไม่ เพียงพอต่อความต้องการ ซ้ำยังล่องหนหายตัวไปอย่างน่ามหัศจรรย์เกือบ 10 ล้านขวด และ “ช้าเกินไป” เพราะ 120,000 ตัน ที่อนุมัติให้นำเข้ารอบสอง ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ บัดนี้ ย่างเข้าปลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้นำเข้า อ้างว่าถ้ารีบนำเข้า จะมีคนบางกลุ่มได้ประโยชน์ แต่ ประชาชนจะเดือดร้อนไม่เป็นไร?

การนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประ-เทศเพื่อนบ้าน น่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่กลายเป็น เรื่องลึกลับซับซ้อนจนได้ และอะไรที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาของประเทศด้วยเจตนาดี ก็อาจถูกแปลความเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ พรรคฝ่านค้านออกมาถล่มว่า มีนักการเมืองรวมหัวกับพ่อค้า อยู่เบื้องหลังการกักตุนน้ำมันปาล์ม ขายใต้ดินได้กว่า 3 ล้านขวด งาบไปเกือบพันล้านบาท

หวังว่าการที่รัฐบาลมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าไปสืบสวนสอบสวนและดำเนินการในเรื่องนี้ จะไม่เป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูก หรือฟอกตัวให้ใคร แต่จะต้องบังคับใช้ กฎหมายอย่างจริงจัง และเอาคนผู้สร้างความร่ำรวยบนความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ มาลงโทษตามกฎหมาย ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ต้องดำเนินการตาม “กฎเหล็ก” ของตน มิฉะนั้น อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง

ที่มา ไทยรัฐ