ชูธงสินค้าเกษตรบุกตลาดต่างประเทศ

การปลูก ปอคิวบา ในต่างประเทศ

สถาบันอาหารประเทศไทยริเริ่มเพิ่มการกระตุ้นผู้ประกอบการธุรกิจอาหารไทยรุกตลาดอินเดีย เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตสูง และกระแสนิยมอาหารไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยแนะนำด้านอาหารประเภทสินค้าเกษตรและผลไม้ ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารไทยยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ขณะที่ปัญหาภาษีและความยุ่งยากในระบบศุลกากรยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

โดยนายอมร งามมงคลรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ได้เปิดเผยว่า สินค้าอาหารไทยส่งออกไปยังประเทศอินเดียระหว่างปี 2550-2552 นั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี แต่คู่แข่งสำคัญ คือ สิงคโปร์ ซึ่งเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนของอินเดีย โดยในปี 2551-2552 อินเดียนำเข้าสินค้าจากสิงคโปร์เฉลี่ยร้อยละ 28.1 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากอาเซียน ขณะที่นำเข้าสินค้าจากไทย เพียงร้อยละ 10.8 เท่านั้น นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็น 1 ใน 2 ชาติอาเซียนนอกจากไทยที่มี FTA ทวิภาคีกับอินเดียและมีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลให้สินค้าสิงคโปร์ได้รับสิทธิจาก FTA เช่นเดียวกับสินค้าไทย

จากการที่เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราการขยายตัวสูงขึ้นและต่อเนื่องนั้น ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-สูง เริ่มหันมาบริโภคอาหารต่างชาติรวมถึงอาหารไทยมากขึ้น โดยนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในอินเดียอยู่ประมาณ 80 แห่ง

แต่อย่างไรก็ตาม ชาวอินเดียยังนิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศและรสชาติค่อน ข้างจัด และรับประทาน เนื้อไก่ ปลา และแกะ นอกจากนี้ กว่าร้อยละ 50 ของประชากรจะบริโภคอาหารมังสวิรัติ และเนื่องจากเทคโนโลยีการเกษตรของอินเดียยังไม่ทันสมัย ประกอบกับยังไม่มีคู่แข่งจากประเทศอื่นเข้าไปทำตลาดมากนัก สินค้าเกษตรแปรรูปจึงเป็นกลุ่มสินค้าที่ค่อนข้างมีโอกาสสูงในการบุกตลาดอินเดีย

ทั้งนี้ สินค้าไทยที่อินเดียให้ความสนใจ คือ ผลไม้อบแห้ง สับปะรดกระป๋อง ข้าวโพดกระป๋อง ถั่วปรุงรส ขนมไทยสำเร็จรูป และบรรจุภัณฑ์อาหาร สำหรับอาหารสำเร็จรูปซึ่งปัจจุบันมีราคาแพง หากไทยจะขยายตลาดควรเน้นที่คุณภาพ ความปลอดภัย และบริหารต้นทุนให้ราคาสามารถแข่งขันได้

สินค้าเกษตรพอเพียงบุกตลาดอินเดีย

ทางด้านนายจักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการสำนักเอเชีย กรมเจราจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับอินเดียว่า อินเดียเป็นตลาดส่งออกอันดับ 10 และเป็นตลาดนำเข้าอันดับ 15 ของไทย มูลค่าการค้ารวม 169 พันล้านบาท ในปี 2552 โดยอินเดียนั้นมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยเฉพาะการเติบโตของรายได้ของคนชั้นกลางที่มีรายได้ประมาณ 20,000 – 100,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน

สำหรับภาพรวมการลงทุนของไทยในอินเดียนั้น พบว่าไทยเป็นนักลงทุนอันดับที่ 33 มีมูลค่าลงทุนเพียง 44.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการค้า การผลิต การก่อสร้าง การขนส่ง สื่อสาร เหมืองแร่ พลังงาน และบริการ นอกจากนี้ภาครัฐยังมีนโยบายปฏิรูประบบโครงสร้างต่างๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค การศึกษา การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ขยายฐานภาษี เปิดเสรีการค้า และส่งเสริมการลงทุน

“สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจร้านอาหารไทยในอินเดียนั้น นับเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันพบว่าร้านอาหารไทยในอินเดียมีจำนวนน้อยไม่ถึง 100 ร้าน และส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก มักเปิดบริการในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว โดยขณะนี้อาหารไทยเป็นที่นิยมของคนอินเดีย และคนต่างชาติในอินเดียมาก โดยเฉพาะคนชั้นกลางที่เริ่มมีรสนิยมชอบออกไปทานข้าวนอกบ้าน ขณะเดียวกันก็มีการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกและการลงทุนสร้างโอกาสอย่างมาก กับธุรกิจร้านอาหารไทย โดยเฉพาะเมืองสำคัญ เช่น นิวเดลี มุมไบ กัลกัตตา บังคาลอร์ ที่คนมีกำลังซื้อสูงและมีคนต่างชาติมาทำงานมาก โดยอาหารไทยจานโปรดของผู้บริโภค ในอินเดีย ได้แก่ ผัดไทย แกงเขียวหวาน และต้มยำกุ้ง” นายจักรกฤษณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามปัญหาและอุปสรรคทางการค้าในอินเดียที่สำคัญๆ คือ อินเดียเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง และยังมีการเก็บภาษีอื่นๆภายในประเทศ ระบบพิธีการศุลกากรมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และล่าช้า สาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการขนถ่ายสินค้า มีพื้นที่ขนาดใหญ่ การขนส่งสินค้าใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง มีการลอกเลียนแบบสินค้าเกิดขึ้นจำนวนมากและรวดเร็ว

อนึ่ง สถาบันอาหาร เปิดรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ทำธุรกิจผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งที่แปรรูปแล้วและยังไม่ได้แปรรูป ซึ่งมีศักยภาพในการส่งออก และมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีความต้องการเปิดตลาดการค้าภายในประเทศอินเดีย เพื่อร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ศูนย์กลางการค้า การเงิน และการคมนาคม ระหว่างวันที่ 15-21 สิงหาคม ศกนี้ โดยผู้ประกอบการจะได้พบปะ พูดคุย เจรจาการค้า และสร้างเครือข่ายธุรกิจกับตัวแทนผู้นำเข้าอาหารไปยังประเทศอินเดีย ทั้งสำรวจตลาด และพฤติกรรมการบริโภคของชาวอินเดีย พร้อมชมงานแสดงสินค้า Thailand Trade Exhibition 2010 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2886 8088 ต่อ 5312, 5321, 5322, 5327 โทรสาร 0 2883 5021

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์