ข้าวกระยาคู หรือข้าวยาคู

ข้าวกระยาคู หรือ ข้าวยาคู เป็นข้าวที่นำมาปรุงกับอาหารอื่นๆ เช่น ในสมัยพุทธกาล พระอานนท์ก็เคยปรุงข้าวกล้อง ถั่วเขียว และงาทำเป็นข้าวเหลวๆ ถวายพระพุทธเจ้า ตอนที่ท่านตถาคตประชวรด้วยโรคลมในท้อง ดังนั้น ข้าวกระยาคู จึงเหมาะสำหรับโรคเกี่ยวกับท้อง แก้หิวกระหาย ชูกำลัง และแก้อาการอ่อนเพลีย บ้างก็ว่าเป็นข้าวที่มีคุณสมบัติเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย

คนโบราณนอกจากใช้ข้าวเป็นอาหารหลักแล้ว ยังถือว่าข้าวเป็นยาอีกด้วย จากตำรายาวัดโพธิ์ มีบทที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพข้าวเพื่อนำไปใช้เป็นยา ตำรายาจีน และตำรายาอินเดียก็ถือว่า ข้าวเป็นยา แต่ต้องนำไปปรับสภาพก่อน ซึ่งก็ตรงกันกับตำรายาไทยที่มีบอกไว้หลายแขนงด้วยกัน

ขนมข้าวกระยาคู

แหล่งเรียนรู้ในเรื่องของการทำข้าวกระยาคู เผยแพร่โดย นางประยงค์ รื่นอารมย์ ซึ่งมีแนวคิดว่าข้าวกระยาคู เป็นขนมไทยโบราณที่ปัจจุบันเป็นของที่หาดู และหารับประทานได้ยากยิ่ง เนื่องจากเป็นขนมที่จะทำได้เฉพาะช่วงก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบมีความเกี่ยวพันกับความเชื่อตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย ในเรื่องการนับถือ “แม่โพสพ” จึงทำให้ขนมชนิดนี้มีความพิเศษ และไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

ขั้นตอนการทำขนมแบบดั้งเดิม ที่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 9 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13260 โทร.0-3573-1011

ขนม ข้าวกระยาคู

ตำนานข้าวยาคู

มีตำนานเล่าว่าการที่พระอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุธรรมก่อนผู้อื่นก็เพราะในชาติก่อนโน้น ท่านเกิดเป็นชาวนาพี่น้อง ๒ คน มีไร่นากว้างขวาง ตัวท่านชื่อจุลการ มีพี่ชายชื่อมหาการ ในฤดูที่ข้าวตั้งท้องออกรวง จุลการเห็นว่าควรนำน้ำนมข้าวมาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้าผู้มีนามว่า วิปัสสี แต่พี่ชายท่านไม่เห็นด้วยเพราะจะต้องเสียข้าวไปไม่น้อย ท่านจึงขอแบ่งไร่นาและนำเมล็ดข้าวในส่วนของตนทำ ข้าวยาคู ไปถวายและอธิษฐานขอให้ได้เกิดในบวรพุทธศาสนา และบรรลุธรรมก่อนผู้อื่น ซึ่งปรากฏเหตุอัศจรรย์ว่าข้าวสาลีในนาจุลการที่เก็บรวงไปแล้ว กลับออกรวงสมบูรณ์ขึ้นมาอีก จนสามารถนำไปทำข้าวยาคูได้อีกถึง ๙ ครั้ง และด้วยอานิสงส์นี้เอง จึงทำให้จุลการได้ไปเกิดเป็นพราหมณ์โกณฑัญญะ ในสมัยพระสมณโคดม และเกิดดวงตาเห็นธรรมก่อนผู้อื่น

การหุงข้าวมธุปายาสของนางสุชาดานี้ มิใช่เป็นการหุงข้าวเจือด้วยน้ำผึ้ง น้ำนมธรรมดา แต่มีการตระ เตรียมน้ำนมโคที่ใช้อย่างประณีตยิ่ง คือนางให้เลี้ยงแม่วัวในป่าชะเอม ๑,๐๐๐ ตัว แล้วให้แม่วัวอีก ๕๐๐ ตัวมาดูดนมของแม่วัวพันตัวแรก แล้วให้แม่วัวอีก ๒๕๐ ตัวมาดูดนมของแม่วัว ๕๐๐ ตัวหลัง และลดจำนวนวัวไปเรื่อย จนเหลือแม่วัว ๘ ตัวสุดท้ายที่ดูดน้ำนมจากโค ๑๖ ตัวหลังสุด จากนั้น จึงนำน้ำนมโคจาก ๘ ตัวสุดท้ายซึ่งมีความเข้มข้นมาต้มเคี่ยวจนเป็นนมข้นหวานที่มีรสอร่อยแล้วจึงนำมาหุงเป็นข้าวมธุปายาส กล่าวกันว่าในวันหุงข้าวนี้ มีเทวดานำโอชารสมาใส่ในหม้อปรุง และมีประชาชนบีบน้ำผึ้งจากรวงมาร่วมใส่ไปด้วย

หากจะพูดกันให้เข้าใจ ข้าวยาคู ก็คือข้าวอ่อน หรือน้ำนมข้าว ที่นำข้าวอ่อนมาต้มให้เละ (ยาคู) นั่นเอง