ปราชญ์ชาวบ้าน ความรู้ ควรคู่แก่การสืบทอด

ผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้าน

วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่อง ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องราวของคนใกล้ตัวที่ควรค่าแก่การเทิดทูลยิ่งนัก บางครั้งแล้วความรู้ที่ดีมีประโยชน์ทั้งหลาย ที่ไม่เคยมีในตำรา มักหาได้จากบรรดาคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านนั่นเอง หลายๆ เรื่องอย่าง organic rice thailand, พืชผักสวนครัวรั้วกินได้, การปลูกกล้วย เหล่านี้ ปราชญ์เดินดินผู้ซึ่งคร่ำหวอดอยู่กับสิ่งที่ว่าจนถึงขั้นชำนาญชนิดหาตัวจับยากแล้ว มักไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนัก เพราะท่านทั้งหลายล้วนอยู่ในวิสัยของ เกษตรพอเพียง เสียเป็นส่วนใหญ่

ปราชญ์ชาวบ้าน

ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นใคร

คือ ครู หรือใครก็ตามที่มีภูมิปัญญาไทยที่ดีเลิศ แตกต่างแต่ไม่แตกแยก สามารถนำมาใช้ปฏิบัติได้จริง ที่หลายคนยกย่องกันว่าเป็น ปราชญ์ชาวบ้าน มีสาขาองค์ความรู้ที่หลากหลาย ตามความถนัดและการปฏิบัติของแต่ละคน ซึ่งมีองค์ความรู้ที่มีการหล่อหลอม ซึมซับ บ่มเพาะ ค้นคว้า ทดลองโดยใช้วิถีชีวิตของตนเองเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ เพื่อทดสอบความถูกผิด คิดสรรกลั่นกรองสิ่งที่มีคุณค่าแก่ชีวิต แก่ผืนแผ่นดิน แล้วถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้สืบสานต่อ ทั้งที่เป็นมรดกและทั้งที่เป็นสมบัติทางปัญญา

ดังนั้นประสบการณ์ความคิดและวิถีการดำรงชีวิตของท่านๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นขุนทรัพย์ทางปัญญาที่สำคัญยิ่งของแผ่นดิน ซึ่งมีกลุ่มงานภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แนะนำปราชญ์ที่น่าสนใจและเรียนรู้วิถีชีวิต การปฏิบัติงานไว้หลายท่าน

รวมปราชญ์ชาวบ้าน

ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ผู้เรียกตนเองว่า ” คนนอกระบบ ” เป็นครูภูมิปัญญาไทย รุ่น 1 ด้านเกษตรกรรม ( การปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ) เจ้ากรมราษฎรส่งเสริม บ้านปากช่อง ต . สนามชัย อ . สตึก จ . บุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ปราชญ์ชาวบ้านพหุภาคีอีสานใต้

นายแสง รักษาภักดี ที่ บ.ใหม่น้ำเงิน หมู่ 12 ต.งิม อ.ปง จ.พะเยา เป็นต้นแบบการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้บริเวณบ้านที่อยู่อาศัยของตนเอง เลี้ยงกบ ปลูกพืชผักสวนครัว ทำปุ๋ยหมัก เพื่อบริโภคในครอบครัว เหลือก็นำออกจำหน่ายเป็นรายได้ของครอบครัว ทำให้ครอบครัวอยู่ได้แบบพอเพียง ครอบครัวอบอุ่นและมีความสุขตามสมควร ดดย อาชีพเสริมด้านการเลี้ยงกบ ทำให้ฐานของเขาพ้นขีดความยากจนได้

นายจันทร์ที ประทุมภา เกษตรกรบ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้ดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเป็นแนวทางการดำเนิน ชีวิตแก่ชาวไทยทุกหมู่เหล่า โดยการดำเนินทางสายกลางในการดำรงชีวิตที่เหมาะสม กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านประจำจังหวัดนครราชสีมา และเป็นผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านเกษตร ทฤษฎีใหม่จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 1 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ (สำนักงาน กปร.)

นายสงวน มงคลศรีพันเลิศ ปราชญ์ชาวบ้าน ในฐานะประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อ. เมือง จังหวัดกระบี่ เล่าถึงการทำการเกษตรผสมผสานจาก 1 เรื่องใน 22 เรื่องที่คิดค้นและพัฒนาเน้นการพึ่งพาตนเอง การปลูกพืชตีกลับ เป็นชื่อเรียกการปลุกกล้วยแบบเอารากขึ้นบนแต่เอาปลายลงดิน

ผู้เขียนขออภัยหากไม่ได้เอ่ยชื่อท่านที่มีชื่อเสียงที่น่ายกย่องว่าเป็นปราชย์ได้ครบทุกท่านไว้ในที่นี้ด้วย

แก่นแท้ของความเป็นปราชญ์

หลักคิด และวิธีการ ที่ปราชญ์ชาวบ้านเสนอ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือ ระดับชุมชนเบื้องต้นสุด เริ่มจาก

  • การรู้จักตัวเองให้ได้ นั่นคือ ต้องรู้ว่า ปัญหาที่เราเผชิญอยู่เกิดจากอะไร ใครทำให้เกิดปัญหา เราสร้างปัญหาเอง หรือ คนอื่นสร้างปัญหา เช่น เพราะนโยบายของรัฐบาล หรือ เพราะใคร วิเคราะห์ตนเอง ชุมชน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รากฐาน ประวัติศาสตร์ความเป็นมา มีทรัพยากรอะไรบ้าง มีทุนปัญญา ทุนทางสังคม ทุนวัฒนธรรม และ ทุนทรัพย์อยู่หรือไม่ ถ้ามีจำนวนเท่าไหร่ ชีวิต หรือ ชุมชน ต้องการอะไร อะไรคือสิ่งที่จำเป็น อะไรคือสิ่งที่ต้องการ การวิคราะห์ตัวเอง ทำให้เราได้เข้าใจตัวเอง ทราบถึงความจำเป็น และความต้องการที่แท้จริง ทำให้ชีวิตหรือชุมชน สามารถจัดความสัมพันธ์ หรือ กำหนดท่าทีต่อสิ่งที่มาจากภายนอก ที่เข้ามา เป็นผู้เลือก คัดสรร อะไรควรรับ หรือควรปฏิเสธ รับแล้วควรปรับให้เข้ากับชีวิตหรือชุมชน ได้อย่างไร เป็นการรู้เท่าทันสิ่งภายนอก เปรียบเสมือนชุมชนที่มีภูมิต้านทานโรคร้ายที่เข้ามา
  • ใช้ปัญญาทำงานแทนเงินตรา เน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาคนให้เกิดปัญญา มีความคิดที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง การระดมทุน ระดมทรัพยากรมาทีหลัง มีความเชื่อมั่นว่าถ้ามนุษย์เกิดปัญญา จะสามารถแก้ปัญหาได้ การทำงานร่วมกัน จึงต้องตระหนักเสมอว่า เป็นกระบวนการในการสร้างคนขึ้นมา
  • สร้างการมีส่วนร่วมแทนอำนาจสั่งการ ใช้วิธีการทำงานโดยชักชวนคนเข้าร่วมจากกลุ่มเล็กๆ ก่อน ทำให้เกิดผลงานเห็นชัดเจน มีตัวอย่างรูปธรรมพิสูจน์ได้ จนเกิดการยอมรับว่า สามารถทำได้จริง จึงขยายผลไปสู่วงกว้าง ชักชวน สร้างแนวร่วมให้คนเข้าร่วม กระบวนการมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลักในการระดมความคิดร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ แต่จะให้ร่วมคิดกันดังๆ ในที่ประชุม นำแนวคิดของแต่ละคน มาปรับปรุงพัฒนาร่วมกัน เมื่อเกิดความชัดเจนทางความคิด ก็หาแนวทางในการปฏิบัติ ถามถึววิธีการการทำ? มีใครต้องรับผิดชอบ? ต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง? ใช้งบประมาณเท่าไหร่? ตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่? ต้องกู้มาเท่าไหร่? จะคุ้มค่าหรือไม่? ตั้งคำถาม หาคำตอบ ทุกประเด็น ให้ชัดเจน เมื่อคิดแล้ว ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง แต่ถ้าเพียงแต่คิด เพื่อเสนอให้คนอื่นทำ จะไม่ได้ผล ยึดถือคติคิดแล้วต้องลงมือทำ
  • ชุมชนต้องมีบทบาทหลัก ไม่ใช่หน่วยงานราชการ งานพัฒนาชุมชนที่ผ่านมา เป็นงานของหน่วยงานราชการเป็นหลัก ชุมชนเป็นเพียงผู้เข้าร่วม ถูกขอร้องให้ช่วยทำเพื่อให้เกิดผลงาน ที่หน่วยงานราชการจะได้นำไปรายงานตามลำดับชั้น จนถึงระดับกระทรวง เป้าหมายของราชการ จึงไม่ได้อยู่ที่จะเกิดผลต่อการพัฒนาชาวบ้านแต่อย่างใด แต่อยู่ที่จะมีอะไรไปรายงานเป็นผลงานของหน่วยงานราชการเอง จึงต้องเปลี่ยนกลับกันเป็น ต่อไปนี้ ชุมชนต้องมีบทบาทหลัก หน่วยงานราชการเป็นเพียงผู้เข้าร่วม ส่งเสริมสนับสนุน ชาวบ้านจะต้องเป็นพระเอก ข้าราชการต้องลดบทบาทตัวเองลง เมื่อหน่วยงานราชการถอนตัว ชุมชนก็สามารถดำเนินการด้วยตัวเองไปได้ ไม่ใช่เหมือนการพัฒนาที่ผ่านมา เมื่อหน่วยงานราชการถอนตัว หมดงบประมาณ ไม่มาส่งเสริม โครงการนั้นก็ล้มหายตายจากไปพร้อมกับหน่วยงานราชการนั้น
  • ทำตัวเป็นแบบอย่าง คนยอมรับนับถือ วิถีชีวิตของปราชญ์ชาวบ้าน เป็นวิถีที่เรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ใช้ชีวิตแบบสมถะ มีความซื่อสัตย์ เป็นคนมีคุณธรรม ยึดหลักพุทธรรม ไม่มีปัญหาทางด้านการเงิน ทุกคนให้การยอมรับนับถือ ใช้ชีวิตอย่างคนที่พออยู่พอกิน ไม่ทะยานอยากไปตามกำเลสฝ่ายต่ำ ใช้ชีวิตแบบมีสติ ปฏิเสธสังคมบริโภคนิยมวัตถุ แต่เน้นมิติทางจิตใจ เป็นกัลยาณมิตร อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

หลักคิดและวิถีชีวิตของปราชญ์ เป็นสิ่งที่คนในยุคสมัยนี้ ควรได้เรียนรู้ และนำไปเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิต ภูมิปัญญา วิธีการในการทำงาน สามารถนำไปใช้ปฏิบัติในระดับบุคคลและชุมชนได้เป็นอย่างดี

การแก้ปัญหา ไม่ว่าเป็นปัญหาความยากจน หรือปัญหาอะไรก็ตาม ที่เรากำลังเผชิญอยู่ ต้องใช้ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจกับสิ่งนั้น และมีวิธีการ ความสามารถในการบริหารจัดการ ข้อเสนอที่ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตของปราชญ์ชาวบ้าน เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ที่ต้องนำมาใช้ในการพัฒนาสังคมไทย จึงจะสามารถฝ่าวิกฤตการณ์ทุกอย่าง ที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้