กระทรวงเกษตรเร่งใช้ พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งใช้พระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551 ตามระเบียบปรังปรุงแก้ไขใหม่ไปยังเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง หลังยังพบปัญหาที่ดินทรุดโทรมและใช้ผิดวัตถุประสงค์

นายอภิชาต จงสกุล ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินได้เร่งสร้างความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้องและเกษตรกรในการนำพระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2551 ตามที่ได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบเพิ่มเติม มาเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและแก้ไขความเสื่อมโทรมของดิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศให้ใช้ต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีทั้งหมด 25 มาตรา สาระสำคัญ คือ การกำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินและป้องกันการเกิดดินถล่ม รวมถึงการห้ามกระทำการใดๆ ที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษที่เป็นอันตรายต่อดิน หรือทำให้สภาพดินเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ทั้งยังได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินในการป้องกันแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของดินประสบผลสำเร็จ

สำหรับบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม หรือขัดขวางพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติพัฒนาที่ดิน พ.ศ.2551 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th

เกษตรฯ ประเมินความเสียหายจากภัยแล้งเบื้องต้นยังไม่กระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรในภาพรวม

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสถานการณ์ภัยแล้วในขณะนี้ในภาพรวมถือว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรในภาพรวม เนื่องจากพื้นที่การเพาะปลูกที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพื้นที่การเกษตรที่เสียหายแล้ว 23,577 ไร่ ในพื้นที่ประสบภัยด้านพืชพื้นที่ประสบภัย 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน แพร่ พะเยา สุโขทัย ลำปาง อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ หนองคาย ยโสธร สระบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สตูล และตรัง จากพื้นที่ประสบภัย ทั้งหมด 319,388 ไร่ โดยเป็นพื้นที่ไม่เสียหาย 87,168 ไร่ และอยู่ระหว่างเฝ้าระวังอีก 208,643 ไร่

สำหรับผลการจัดสรรน้ำนั้นขณะนี้ได้มีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 19,492 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 94 % ของแผนการจัดสรรน้ำ ยังเหลือปริมาณน้ำที่ใช้ได้ตามแผน 1,228 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 6 % ส่วนในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้ว 9,131 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเกินแผนที่กำหนดไว้ 1,131 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 114 % ของแผนการจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ทั้งนี้ แนวโน้มการใช้น้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งทางกรมชลประทานได้ปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำเพียงพอในระยะเวลาของฤดูแล้งอีกเกือบ 1 เดือน และจากการติดตามสถานการณ์การปลูกข้าวนาปรังครั้งที่ 2 พบว่าเกษตรกรในหลายพื้นที่ได้มีการทำนาปรังครั้งที่ 2 ไปแล้ว แต่ก็ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ได้งดทำนาปรังครั้งที่ 2 เนื่องจากเกรงว่าน้ำจะไม่เพียงพอในการทำนา บางส่วนได้หันไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน อย่างไรก็ตาม จากสถิติการทำนาปรังครั้งที่ 2 โดยการเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปี 2552 กับปี 2553 จะพบว่า พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังครั้งที่ 2 ในปี 2553 น้อยกว่าปี 2552 ที่ผ่านมาประมาณ 100,000 ไร่

นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงที่ขึ้นปฏิบัติการทั้ง 5 ศูนย์ปฏิบัติการฯ พบว่า ผลการปฏิบัติการฝนหลวงสะสม ช่วงวันที่ 25 มกราคม – 1 เมษายน 2553 ขึ้นปฏิบัติการรวม 36 วัน จำนวน 621 เที่ยวบิน มีรายงานฝนตกในปฏิบัติ รวม 24 วัน จำนวน 204 สถานี วัดปริมาณน้ำฝนรายวันสูงสุดได้ 56.6 มิลลิเมตร จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 41 จังหวัด จากจำนวนจังหวัดที่อยู่ในเป้าหมาย 70 จังหวัด ก็สามารถบรรเทาความแห้งแล้งในระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งได้อย่างครอบคลุมไม่เพียงแต่ เฉพาะภาคการเกษตรเท่านั้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า