แล้งนี้ ปลูกอินทผลัม

แล้งนี้ ปลูกอินทผลัม

แล้งนี้ หากจะหวังว่าฝนตกมามากก็เกินกำลัง หากจะให้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูกสำหรับพื้นที่ห่างไกลชลประทานก็อย่าคาดหวังมาก หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าหน้าร้อนเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่บางพื้นที่ฝนตกชุกเกือบท่วม แต่อีกแห่งใกล้ๆ กันกลับแล้งจนแม้แต่น้ำในบ่อยังขุ่น หากแล้งนี้เพาะอะไรไม่ขึ้น ขอแนะนำ พืชที่ต้องการน้ำน้อย

ปลูกอินทผลัมหน้าร้อน เป็นคำตอบที่น่าสนใจสำหรับผม

โดยปกติแล้ว การขยายพันธุ์อินทผลัมสามารถทำได้ 3 วิธี คือ

  • เพาะจากเมล็ด
  • แยกหน่อจากต้นแม่
  • การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การขยายพันธุ์จากเมล็ดอินทผลัม มีข้อดีคือสามารถขยายพันธุ์ได้ในปริมาณที่มาก และรวดเร็ว เพราะต้นอ่อนจะแทงรากไม่เกิน 2 อาทิตย์ แถมมีต้นทุนในระยะแรกต่ำมาก ข้อเสียมีมากคือ อินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ดโอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละเท่ากัน และเราจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ดจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศได้

แม้ว่าเราจะได้ต้นตัวเมียไปปลูกและมีฝักดอก แต่คุณภาพผลอินทผลัมก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่ เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น จึงถือว่าเมล็ดที่ได้เป็นพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่พันธุ์แท้ ไม่สามารถเรียกชื่อเดียวกับต้นแม่ได้ตามสายพันธุ์ของต้นแม่ แต่ข้อดีคือ

เราสามารถตั้งชื่อพันธุ์อินทผลัมที่เพาะจากเมล็ดได้เอง : อีก 4 ปีผมจะมีต้นสายพันธุ์ของตัวเอง ตั้งชื่อตามนามสกุลตัวเองได้เลยโดยไม่ผิดกฏิกาใดๆ

ทั้งนี้คุณภาพของผลอินทผลัม ทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลง หรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิม หรือดีขึ้นก็ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยมากที่คุณภาพจะดีขึ้น ดังนั้นการปลูกด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทดลองปลูกที่มีเงินลงทุนไม่มากนักก็สามารถที่จะซื้อผลอินทผลัมมาจากตลาดทั่วไป ทั้งแบบกินผลสดและผลแห้ง เมล็ดที่ได้หลังจากการบริโภคแล้ว สามารถนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อเพาะปลูกได้ สำหรับต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดควรจะเพาะเลี้ยงไว้ในถุงดำจนกว่าจะออกใบขนนกประมาณ 3 – 4 ใบขึ้นไปหรือต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีโอกาสรอดเกือบ 100% เมื่อปลูกลงแปลงปลูก

แล้งนี้ ปลูกอินทผลัม

การขยายพันธุ์โดยแยกหน่ออินทผลัมจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นการขยายพันธุ์ที่เราจะได้พันธุ์แท้ ต้นกล้าที่ได้จะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ แต่ต้นแม่พันธุ์จะมีความสามารถในการให้หน่อได้เพียงเฉลี่ยประมาณ 20 หน่อต่อต้นตลอดอายุเท่านั้น เราจึงไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ในปริมาณมากๆอย่างรวดเร็วได้ ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ และหากจะสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก โดยราคาหน่อพันธุ์จะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้หากสั่งซื้อหน่อต้นพันธุ์มาปลูกแล้ว การลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะแรกจะสูงที่สุด วิธีนี้จึงเหมาะกับสวนที่มีต้นเมล็ดพันธุ์อินทผลัมที่ดีอยู่แล้ว และต้องการขยายการเพาะปลูกอินทผลัมออกไป

แล้งนี้ ปลูกอินทผลัม

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะได้ต้นอินทผลัมที่มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็วเหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ปัจจุบันการปลูกในเชิงพาณิชย์ของต่างประเทศจะนิยมวิธีนี้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดีกว่า ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและสม่ำเสมอ และให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถปลูกได้ปริมาณมากตามต้องการและทุกฤดูกาล ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงในระยะเวลาสั้น สำหรับในประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่สามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้

ทำไมอินทผลัมไม่ให้ผลผลิต

ความเข้าใจของคนทั่วไปหากไม่ศึกษาให้ดีก่อน เห็นแต่ผลผลิตตามโฆษณาแล้วก็เอาเงินไปลงทุนก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง (ไม่ได้แช่งนะครับแต่เห็นมาแล้ว) ปกติแล้วอินทผลัมเป็นพืชที่มีต้นตัวผู้ ต้นตัวเมีย ต้องอาศัยการผสมเกสรจึงจะติดผล และต้นตัวเมียเท่านั้นจึงจะติดผล แต่การไม่ติดผลทั้งๆ ที่เป็นต้นตัวเมีย เหตุผลง่ายๆ คือการปลูกจะต้องมีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมียเพื่อใช้ผสมเกสรจึงจะติดผลเหมือนกับการปลูกสละ อัตราส่วนระหว่างต้นตัวผู้กับตัวเมียในแปลงปลูกนั้นไม่มีข้อมูลว่าควรใช้เท่าใด ต้องเดาสุ่มกันเอาเอง การที่มีบางแห่งบอกว่า เคยนำเมล็ดจากตะวันออกกลางมาปลูกแล้วไม่ติดผลบ้าง ออกดอกแล้วก็หายไปบ้าง ติดผลไม่สวยบ้าง ส่วนใหญ่มาจากความไม่เข้าใจเรื่องอินทผลัมต้องใช้การผสมเกสรตัวผู้และตัวเมีย

แล้งนี้ ลองมาปลูกต้นอินทผลัมแก้เซ็งกันหน่อยก็ดีนะครับ 4 ปีก็ให้ผลแล้ว **** แต่ต้องมีต้นตัวผู้เป็นตัวผสมเกษรด้วยนะครับ ไม่งั้นจะไม่ได้ผลผลิตเหมือนในโฆษณา

ขอบคุณภาพจาก kasetporpeang.com

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ