เมืองแก ปลอดเหล้า นาข้าวเกษตรอินทรีย์

ปลูกมะเขือเทศ ช่วงฤดูหนาว organic-tomatoes

ที่เทศบาลตำบลเมืองแก ตำบลท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ แห่งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งของชุมชนต้นแบบ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ภายหลังได้ร่วมกันพัฒนาทักษะด้านการบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ ให้แก่บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลโดยมุ่งเน้นการสร้างชุมชนให้มีสุขภาพที่ดี ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ จนได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี อาทิ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเยาวชนที่ชอบทะเลาะวิวาทให้หันมาสามัคคีกัน ซึ่งหมู่บ้านปลอดเหล้าแห่งนี้ ที่จากเดิมผู้นำชุมชนและลูกบ้านถูกเรียกติดปากว่า ขี้เมา แต่พลิกผันมาเป็นผู้ชักชวนคนในหมู่บ้านให้เลิกเหล้า รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะการทำนาข้าวหอมมะลิของปราชญ์ชาวบ้าน และขยายผลจนมีผู้ร่วมกันทำทั้งตำบล ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น และจากความสำเร็จดังกล่าว ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงร่วมสนับสนุนเทศบาลเมืองแก เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ 17 อบต.ใน จ.สุรินทร์ หวังปลูกจิตสำนึกในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน และกระจายการมีส่วนร่วมสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

เมืองแก ปลอดเหล้า นาข้าวเกษตรอินทรีย์

นายสุรพล เหลี่ยมสูงเนิน หัวหน้าโครงการขยายผลการพัฒนาทักษะด้านการบริหารงานสร้างเสริมสุขภาพให้แก่บุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล กล่าวว่า การทำงานในชุมชนต้องมีหลายภาคส่วน โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต้องให้ความร่วมมือ และสนับสนุนในกิจกรรมนั้นๆ จะเป็นหน้าที่ของอบต. เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะบุคคลของ อบต.มีจำกัด จึงจำเป็นต้องพัฒนาคนของ อบต. เพื่อสร้างเสริมสู่กลไกในการพัฒนาให้กับท้องถิ่น ดังนั้นการดึง อบต.ทั้ง 17 แห่งมาสร้างเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาวะที่ต้องสมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา มาร่วมกับเทศบาลเมืองแก เพื่อให้แต่ละ อบต.นำไปขยายผล และสร้างเครือข่ายการพัฒนาที่กว้างไกลยิ่งขึ้น

สำหรับจุดเด่นของเทศบาลเมืองแก ที่กลายเป็นต้นแบบของพื้นที่อื่น เพราะฐานเดิมของหน่วยงานในพื้นที่ได้ให้ความสนใจในคน และเรื่องของสุขภาพ จากนั้นเมื่อเราส่งเสริม พื้นที่นี้ก็ทำงานได้อย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดการสุขภาพ สร้างบรรยากาศแวดล้อมให้กับชุมชน โดยทุกขั้นตอนของการทำงานต้องมีประชาชนเป็นผู้ขับเคลื่อน และสร้างกลไกทางสังคม โดยไม่ต้องใช้ระเบียบของภาครัฐ และแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่แนวทางการปฏิบัติต่อไป โดยนายสุรพลบอกว่า ต้องเริ่มตั้งแต่การเรียนรู้เรื่องการจัดทำข้อมูล การออก แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ ข้อมูล และการคืนข้อมูลสู่สังคม เพื่อให้ประชาคมตัดสินว่าปัญหาไหนที่คิดว่าเป็นปัญหาสำคัญ หาแนวทางแก้ไข สามารถวัดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมู่บ้านปลอดเหล้า ของชุมชนบ้านหนองคูน้อย หนึ่งในโครงการเทศบาลตำบลเมืองแกที่ประสบความสำเร็จ โดยปลูกฝังให้ทุกครัวเรือนลด ละ เลิก เหล้า จากอดีตเป็นชุมชนที่ถูกเหล้ารุกรานเข้าสู่ทุกครัวเรือน สร้างค่านิยมที่ผิดเพี้ยนในเรื่องการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดื่มในงานบุญต่างๆ เมื่อ สสส.ได้ร่วมสนับสนุนจัดรณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมสร้างความเข้มแข็ง และเรียกความอบอุ่นของครอบครัวให้คืนกลับมา โดยเริ่มรณรงค์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ด้วยการเรียกประชุมหมู่บ้าน และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ชี้ให้เห็นโทษของการดื่มสุรา หลังจากชาวบ้านได้ตระหนักและเข้าใจถึงปัญหา จึงเกิดความร่วมมือกันแก้ไขกันอย่างจริงจัง จนกระทั่งปัจจุบันชุมชนบ้านหนองคูน้อยสามารถประกาศเป็นครัวเรือนปลอดเหล้าได้อย่างถาวร

“แต่ก่อนผมเป็นคนติดเหล้ามาก กินทุกวันเป็นสิบปี แต่เมื่อปี พ.ศ.2549 มีการรณรงค์ชี้ให้เห็นโทษของการดื่มเหล้า และลูกสาวก็อยากให้ผมเลิก ผมจึงตัดสินใจที่จะเลิกเหล้าอย่างเด็ดขาด กำลังใจในการเลิกเหล้าก็มาจากคนใกล้ชิด ประกอบกับสุขภาพในตอนที่ดื่มเหล้าก็ย่ำแย่ จึงฉุกคิดว่าควรจะเลิกได้แล้ว พอเลิกดื่มเหล้าสุขภาพก็ดีขึ้น ครอบครัวก็อบอุ่นมากขึ้น จากนั้นจึงชวนคนในหมู่บ้านให้รู้ถึงผลที่เกิดจากการดื่มเหล้า ทั้งสุขภาพอ่อนแอ เสียเงิน เมื่อดื่มในปริมาณที่มากเกินไปก็ควบคุมสติไม่ได้ ทำให้ลูกหลานเลียนแบบ เกิดปัญหาการหย่าร้าง ทะเลาะวิวาท ก่อให้ขาดความสามัคคี เกิดอุบัติเหตุ”

“นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากชาวบ้านและร้านค้า ไม่ให้ดื่มและขายเหล้าในงานบุญอีกด้วย ทาง อบต.เมืองแกได้ให้ความสนับสนุน และมีนโยบายมอบป้ายสำหรับครอบครัวที่สามารถเลิกเหล้าได้ โดยในชุมชนหนองคูน้อยมีทั้งหมด 98 ครัวเรือน ขณะนี้มี 90 ครัวเรือนงดเหล้าได้อย่างถาวรแล้ว” นายสุนทร ธรรมนาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านหนองคูน้อย อดีตคนติดเหล้า เล่าอย่างภาคภูมิใจ

นอกจากโครงการลดละเลิกอบายมุขแล้ว ทางเทศบาลตำบลเมืองแกยังสนับสนุนการพัฒนาด้านเยาวชน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเยาวชนที่ชอบทะเลาะวิวาทให้หันมาสามัคคีกัน ลดความแตกแยกของคนในชุมชน นายสุพรรณ เรือนน้อย ประธานกลุ่มเยาวชน ชุมชนหมู่ 3 เล่าว่า จากแต่ก่อนเด็กในหมู่บ้านชอบมีปัญหาทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ แต่หลังจาก สสส.ให้การสนับสนุนในหมู่บ้านจึงจัดอบรมเด็กที่มีปัญหา เพื่อให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ และมีกิจกรรมร่วมกัน โดยนำพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ในหมู่ 3 ได้ให้เด็กเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ ในอาชีพเลี้ยงปลา ปลูกผัก เพื่อสอนให้เด็กมีอาชีพติดตัวไปด้วย จากกิจกรรมนี้ทำให้ความบาดหมางของเด็กๆ ค่อยๆ ลดลง สร้างความสามัคคีในหมู่บ้านเพิ่มขึ้น

นายศุภชัย รินทอง อายุ 17 ปี นักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพท่าตูม ร่วมสะท้อนว่า เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีกิจกรรมสร้างความสามัคคี เพื่อนก็มีเรื่องทะเลาะกับเด็กในหมู่บ้าน ขับรถซิ่งบ้าง แต่พอมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์แบบนี้พวกเราก็มีความสามัคคีกันมากขึ้นด้วยการทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้พวกเราใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกด้วย ทุกท้องถิ่นย่อมมีมุมมองปัญหาที่แตกต่างกัน หากจะขับเคลื่อนผลักดันสู่การแก้ปัญหา สิ่งสำคัญสุดคือคนในชุมชนต้องร่วมกัน ดังที่เทศบาลตำบลเมืองแกประสบผลสำเร็จ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ