เกษตรอินทรีย์ กับความเป็นธรรมในอาชีพ

ระบบนิเวศป่าไม้ ใช้กับ เกษตรอินทรีย์

การทำการเกษตรแบบอินทรีย์ หลายๆ ส่วนย่อมส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในครัวเรือน หลักการสำคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ ในด้านของมิติแห่งความเป็นธรรมนั้น เกษตรอินทรีย์ ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรม ระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิตที่แวดล้อม โดยความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

เกษตรอินทรีย์ กับความเป็นธรรมในอาชีพ ทางรอดของเกษตรกร ต่อการทำ เกษตรอินทรีย์

ในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการ ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับ ควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรมที่สุด ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า ไปจนกระทั้งถึงผู้บริโภค โดยที่ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในคราวต่อไป เกษตรอินทรีย์ ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดี

ในหลักการของความเป็นธรรมในอาชีพนี้ หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อสัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสม เพราะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมาใช้ในการผลิตและการบริโภคนั้น ชาวเกษตรที่แท้จริงควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรมที่สุด ซื่อสัตย์ต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย

ทางรอดของเกษตรกร ต่อการทำ เกษตรอินทรีย์

แนวทางความอยู่รอดของเกษตรกรไทยในเรื่องของการทำการเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ หากฐานรากทางเศรษฐกิจของประเทศยังไม่มั่นคง สั่นไหวคลอนแคลน เกษตรกรก็อยู่ไม่รอด อีกทั้งการเปราะบางในระบบการเกษตรต่างๆ ย่อมที่จะมีผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง สังคมโลก ที่เป็นปัจจัยภายนอกอีกด้วย

การที่จะผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง นโยบายของรัฐบาล เศรษฐกิจรากหญ้า ด้วยการผลักดันสร้างกระแสให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากที่ผ่านมาที่ยังคงดำเนินวิถีชีวิตแบบการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุน ซึ่งต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก ให้หันกลับมาสู่ วิธีการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ผสมผสานกับเทคโนโลยี ชีวภาพ แบบพึ่งพาตนเอง และคำถามก็เกิดขึ้นกับเกษตรกร แล้วมันจะอยู่รอดหรือ??

ในอดีต ๓๐ ปีที่ผ่านไปนั้น การพัฒนาการเกษตรไทยได้ก้าวสู่เทคโนโลยีเกษตรเคมีและทุนตามแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติที่เรียกว่า ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือ Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture ตามแบบอย่างตะวันตก โดยมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริง ขณะที่ประเทศตะวันตกนำเอา ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ มาสู่เกษตรกรของเขา รัฐบาลตะวันตกได้ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการสนับสนุนด้านเงินทุน การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร และประกันความเสียหายต่อผลผลิตอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ในรูปแบบต่างๆ มากมายเพื่อการอยู่รอดของเกษตรกรของประเทศ

ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงกับการผลิตอาหารสำหรับประเทศอุตสาหกรรม นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจาก บทเรียนเมื่อเกิดภาวะวิกฤตเช่น การเกิดสงคราม อาจเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้นได้หากไม่มีเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร ดังปรัชญาพิชัยสงครามที่ว่า กองทัพเดินด้วยท้อง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทำไมเกษตรกร ของบางประเทศเช่น ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกจึงร่ำรวย มีรายได้มากกว่าแสนบาทต่อเดือน

เกษตรกรชาวนาไทย กับ ระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ หรือ Modern Agriculture หรือ Chemical Agriculture นั้น เป็นบทเรียนซ้ำซากของการคัดลอกนำเอาวิธีคิด และวิธีการทำงานแบบตะวันมาใช้กับสังคมและวััฒนธรรมไทย โดยไม่มีการประยุกต์ใช้อย่างรอบด้านเพื่อให้เข้ากันและให้เหมาะกับสังคมวัฒนธรรมไทย ผลของการนำเอาระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ มาใช้กับเกษตรกรชาวนาไทย ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมานั้น กลายเป็นสองด้านที่ตรงกันข้ามกับเกษตรกรตะวันตก ขณะที่เกษตรกรชาติอุตสาหกรรม ได้พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตก้าวหน้า เช่น ผลผลิตข้าวของชาวนาญี่ปุ่น ผลิตข้าวได้ 1200 ก.ก.ต่อไร่ เมื่อหันกลับมาดูเกษตรกรชาวนาไทย กลับหล้าหลังถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเกษตรกรชาวไร่ ชาวนาในประเทศไทย นำเอาระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ มาใช้แทนระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่ ผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการชุมชน โดยมีเอกลักษณ์ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นของตนเอง ทำการผลิตหลายๆอย่างในแปลงนาเดียวกัน เช่น ทำนา ทำสวน เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไว้ใช้เอง ฯลฯ ซึ่งเป็นการผลิตแบบเกษตรกรรมธรรมชาติ พึ่งพาตนเอง สร้างสรรค์ความสมดุลทางธรรมชาติ ปุ๋ย ได้จากมูลสัตว์ สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน เป็ด ไก่ วัว ควาย ขยายพันธุ์ เพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตของเกษตรกรชาวไร่ ชาวนาไทย อย่างเรียบง่ายสุขสบาย และความมั่นคงมั่งคั่ง ผลที่ตามมา???

คือภาพเกษตรกรไทยในอดีตที่การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน แต่เมื่อหันมาเปลี่ยนเป็นระบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ ภายใต้แนวความคิดใหม่ คือการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ได้นำไปสู่พฤติกรรมการทำนาของชาวนาไทย ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเห็นได้ชัด ชาวนารวยขึ้น ผลผลิตที่ได้ ก็สามารถที่จะขายได้ ตรงตามความต้องการของตลาด สุดท้ายก็ไม่เป็นหนี้ หากแต่เกษตรกรยังคงยึดหลักความเป็นธรรมในอาชีพ กับการทำเกษตรอินทรีย์ อย่างภาคภูมิใจ

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ