วิถีเกษตรอินทรีย์ในสวนยาง กับการหมักกล้วยแทนการใช้กรดฟอร์มิค

เกษตรอินทรีย์ในสวนยาง การทำน้ำหมักจากกล้วยแบบอินทรีย์ ทดแทนการใช้กรดฟอร์มิค

ข่าวเกษตรอินทรีย์จากไทยรัฐวันนี้น่าสนใจเกี่ยวกับการหมักกล้วยเพื่อใช้ทดแทนกรดฟอร์มิค ซึ่งเป็นสารละลายกรดที่เกษตรกรชาวสวนยางรู้จักกันดีในชื่อต่างๆ ก็เพื่อประโยชน์คือการทำให้น้ำยางมีการจับตัวเป็นก้อนได้เร็วขึ้น และการจะได้ยางแผ่นดิบคุณภาพดีนั้น ต้องทำสารละลายกรดฟอร์มิกให้มีความเข้มข้น 2.0-2.5 % ก่อนนำไปใช้ การที่ทำให้กรดเจือจางมากขึ้นก็จะส่งผลให้น้ำกรดผสมกับน้ำยางได้ดีอย่างทั่วถึงและรวดเร็วขึ้นนั่นเอง แต่การที่จะใช้กรดชนิดนี้บ่อยๆ ก็อาจมีอันตรายแก่ชาวสวนยางด้วย แต่ลุงชูชีพ รักควงทอง ปราชญ์ชาวบ้านมีทางออกด้วยการเกษตรอินทรีย์ นำสารอินทรีย์ชนิดอื่นมาใช้แทนกรดฟอร์มิค และใช้ได้ผลดีทีเดียว

จากนโยบายการส่งเสริมการปลูกยางพารา เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ยางที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ส่งผลให้ปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่ในบ้านเราต่างหันมาปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ส่วนผลิตผลที่ได้จะมีคุณภาพ เก็บเกี่ยวกำไรได้มากน้อยเพียงใดอยู่ที่ “การจัดการ” และแนวทางลดต้นทุนการผลิต เหมือนอย่าง ลุงชูชีพ รักควงทอง เกษตรกรบ้านหนอง-กรรเกลา หมู่ 2 ต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง ที่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนหันมาทำเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งได้คิดค้นการใช้ น้ำกล้วยหมัก ทดแทนกรดฟอร์มิค หยอดให้น้ำยางจับตัวเป็นก้อน ลุงชูชีพ เปิดเผยว่า แต่เดิมนั้นมีอาชีพทำสวนทุเรียน หลังเก็บผลผลิตแล้ว จะเอาเคมีใส่ ซึ่งนับวันจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยที่ไม่รู้ว่าต้นพืชเอาไปใช้มากน้อย ไม่กี่ปีเริ่มเกิดความเสียหาย หน้าดินพังแข็งตัว สุดท้ายไม่เพียงแค่ดินเสื่อม แต่มันเป็นเหมือนจุดจบชีวิตชาวไร่ นับวันจะติดลบลงเรื่อยๆเพราะต้องเอาไปลงทุน

ต่อมาได้ปรับพื้นที่ทั้งหมด 13 ไร่ มาปลูกยางพารา และจากการที่คลุกคลีกับสารเคมีมาเกือบครึ่งชีวิตทำให้สุขภาพไม่ค่อยดีนัก จึงตั้งหลักทำเกษตรอินทรีย์ ในช่วงได้ขอเข้าอบรมที่ตำบลกระแสบนกับ ทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เกี่ยวกับการลดต้นทุนชีวิตซึ่งเริ่มจากครัวเรือน ลงมาที่ไร่สวน จุดนี้เองทำให้เกิดความคิดทำ “น้ำกล้วยหมัก” ใส่ในถ้วยน้ำยาง เพื่อเร่งให้เกิดการจับตัวแข็งแทน กรดฟอร์มิค

“…การผลิตยางก้อนถ้วยจะมีอยู่ 2 วิธี คือ หยอดน้ำกรดฟอร์มิคเจือจาง 10 เปอร์เซ็นต์ลงในถ้วยน้ำยางปล่อยให้จับตัวตามธรรมชาติ กับหยอดน้ำกรดลงในถ้วยน้ำยางแล้วคน วิธีนี้นอกจากคนกรีดจะเสียสุขภาพจากกลิ่นน้ำกรดแล้ว หากไม่ระวังอาจพลาดทำให้น้ำกรดฯกระ-เด็นใส่ต้นแล้วส่งผลให้น้ำหน้ายางตายได้…”

ลุงชูชีพ บอกว่า…ใช้เวลาคิดสูตรสัดส่วนอยู่นานเกือบปี เอาทั้งมันสำปะหลัง กล้วย น้ำตาลโบลาด น้ำอ้อยต้มเหล้ามาหมัก ที่ได้ผลสุดก็คือ กล้วยสุกงอมปริมาณ 3 กก. น้ำตาล 1 กก. ขยำให้เละ ปิดฝาทิ้งไว้นาน 1 เดือน แล้วจึงใส่น้ำ 5 ลิตร ทิ้งไว้อีก 2 เดือน เริ่มเป็นฝ้าขาว มีกลิ่นเปรี้ยว กระทั่งเดือนที่ 3 น้ำจะมีความใสเป็นอันใช้ได้ หรือหากตักเก็บไว้ยิ่งนานยิ่งดี ส่วนกากที่ก้นถังสามารถนำไปใส่ต้นไม้เป็นปุ๋ยอย่างดีได้ ในการใช้นั้น แต่ละถ้วยการใส่ไม่เท่ากัน เพราะน้ำยางแต่ละต้นข้นใส ปริมาณที่ออกมามากน้อยไม่เท่ากัน การสังเกตคือ พอใช้ไม้คนเริ่มหนืดมือก็พอ

เกษตรอินทรีย์ในสวนยาง การทำน้ำหมักจากกล้วยแบบอินทรีย์ ทดแทนการใช้กรดฟอร์มิค

การใช้น้ำกล้วยหมักอินทรีย์ แม้จะหยดลงดินหรือโดนหน้ายางก็ไม่เป็นผล เพราะเป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ดังนั้น จึงเป็นปุ๋ยให้กับต้นยาง วิธีนี้นอกจากเป็นการลดต้นทุนการผลิต ยางถ้วยยังมีน้ำหนักดีไม่มีฟองอากาศ เป็นที่ต้องการของพ่อค้า ส่งผลให้ขายได้ราคาสูงกว่าการใช้น้ำกรดฯหยอด ไม่นานเพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันเริ่มเข้ามาขอเรียนรู้สูตร สอนเป็นรายบุคคลนั้นได้ แต่เสียเวลา ทาง ธ.ก.ส.จึงให้ไปเป็นวิทยากรสอนเทคนิคต่างๆที่ ศูนย์การเรียนรู้บ้านหนองน้ำขุ่น…

นายพิจิตร ราชวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดระยอง บอกว่า…ที่ศูนย์แห่งนี้เดิมมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มย่อยๆ เพื่อมาร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม อย่างแรกคือ เรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เรียน รับรู้ ดำเนินกิจกรรม ลด ละ เลิก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญไปพร้อมๆกัน แล้วเกิดการเชื่อมโยงทั้งการลดต้นทุนการผลิต และการนำผลิตผลไปจำหน่ายยังตลาดรับซื้อ

นับเป็นการรวมกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงที่นอกจากปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลดต้นทุนการผลิตลงได้แล้ว ชาวบ้านแถบนี้ยังมีอำนาจต่อรองราคาซื้อขายได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล เพ็ญพิชญา เตียว จาก ไทยรัฐออนไลน์ / ภาพ ไทยรัฐ บางภาพไม่แสดง

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ