เกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย

เกษตรอินทรีย์ กับระบบ Symbiosis

จากสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ช่วงปี 2552-2553 ที่ผ่านมานั้น การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยโดยภาพรวมนั้น เริ่มขยับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาทั้งในและนอกประเทศก็ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจ และเมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับสภาพการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยเองเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ของไทย น่าจะมีโอกาศค่อนข้างดีที่จะมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่หันมาลงทุนขยายฐานการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้พื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศในปี 2552-2553 มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี เนื่องจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับประเทศไทยมากนัก รวมทั้งตลาดเกษตรอินทรีย์ในระดับโลกอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และจากข้อมูลสรุปสถานการณ์โดยรวมพบว่า มีเพียงประเทศอังกฤษเท่านั้นที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ยังหดตัวลง ซึ่งก็หดตัวเฉพาะสินค้าบางกลุ่มเท่านั้น เช่น เนื้อสัตว์ และอาหารพร้อมปรุง ในขณะที่กลุ่มสินค้าอย่างอาหารเด็ก อาหารสด เครื่องสำอางกลับขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ในยุโรปและสหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ทั้งนี้สืบเนื่องจากนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลในประเทศต่างๆ ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศ ที่หันมาให้ความสนใจกับเกษตรอินทรีย์ เพราะเชื่อว่า สามารถเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งระบบการผลิตที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกได้

แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอลง แต่ตลาดเกษตรอินทรีย์ก็ยังเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประสบวิกฤติเศรษฐกิจที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ปรากฎว่าตลาดเกษตรอินทรีย์ในอเมริกากลับยังคงขยายตัว ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายที่จริงจังในการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลโอบามา ซึ่งได้มีทั้งการกำหนดนโยบาย การเลือกแต่งตั้งผู้บริหารฝ่ายงานเกษตรอินทรีย์ที่เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์จริง และการจัดสรรงบประมาณผ่านไปให้ผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ เพื่อกระตุ้นการพัฒนาทั้งการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง รวมทั้งการที่ทั้งตัวท่านประธานาธิบดีและภรรยา ที่ให้การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์โดยส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ใช้อาหารเกษตรอินทรีย์ในการจัดเลี้ยงในทำเนียบประธานาธิบดี หรือการเปลี่ยนสวนไม้ประดับในทำเนียบประธานาธิบดีให้เป็นสวนผักเกษตรอินทรีย์เพื่อการบริโภคเองของครอบครัวประธานาธบดี ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในสหรัฐ

แนวโน้ม และสภานการณ์ตลาดเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย

จากนโยบายเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากปีที่ผ่านมาแต่อย่างใด กรอบนโยบายของรัฐยังคงเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 โดยอาจมีการขับเคลื่อนในลักษณะของอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรเกษตรกร (ซึ่งนับรวมแล้วน่าจะมีการอบรมเกษตรกรไปราว 1.75 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 34% ของครอบครัวเกษตรกรในประเทศไทย) รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่หน่วยงานราชการเป็นผู้จัดซื้อปัจจัยการผลิตเหล่านั้นให้กับเกษตรกร กิจกรรมเช่นนี้แทบจะไม่ได้มีผลต่อการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรในประเทศไทยเท่าไหร่นัก

ในด้านการตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับประเทศไทย แต่ก็มีผลทางอ้อมทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศค่อนข้างจะต่ำลง (เงินบาทมีค่าสูงขึ้น) ซึ่งส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้ตกลงราคาส่งออกล่วงหน้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่าประเทศจะมีราคาลดลง ทำให้มีการขยายการนำเข้าสินค้าออร์แกนิค เพื่อจำหน่ายในร้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะร้านซูเปอร์มาร์เก็ต

สถานการณ์ การเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย organicการผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย จากการสำรวจของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน/กรีนเนท พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2552 จาก 0.106 และ 0.192ล้านไร่ โดยเฉพาะในส่วนของการปลูกข้าวและพืชไร่เกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ จำนวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในช่วงเวลาดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เป็น 5,358 ฟาร์ม

สถานการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้เผยแพร่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ ที่ปรับปรุงจากฉบับปี พ.ศ. 2546 โดยมาตรฐานฉบับใหม่ คือ “มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ. 9000 เล่ม 1-2552) เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์” ซึ่ง คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อนุมัติให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นมาตรฐานทั่วไป (ไม่ใช่มาตรฐานบังคับ) รวมทั้งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2552 ทาง มกอช. ยังได้ริเริ่มที่จะทำมาตรฐานข้าวเกษตรอินทรีย์และปลาสลิดเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมจากมาตรฐานพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่แล้ว โดยในร่างมาตรฐานข้าวเกษตรอินทรีย์ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้า สินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งเพิ่มเติมไปจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั่วไป

สถานการณ์ การเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย organic

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ผู้ประกอบการเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการออก มาตรฐานดังกล่าวเนื่องจากมีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการผลิตเกษตรอินทรีย์ ทั้งการเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมาตรฐานใหม่ของข้าวเกษตรอินทรีย์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ หลายฝ่ายจึงไม่เห็นความจำเป็นในการจัดทำมาตรฐานเพิ่มขึ้นอีก

ขอบคุณที่มา www.greennet.or.th/article/411 / สภานการณ์เกษตรอินทรีย์ไทย

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ