ยุทธศาสตร์ พืชพลังงานทดแทน

ยุทธศาสตร์พืชพลังงาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมทำยุทธศาสตร์พืชพลังงานเสนอครม. เพื่อผลักดันการใช้สินค้าเกษตรผลิตพลังงานทดแทน ซึ่ง นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง เกษตรเพื่อพลังงาน ว่าในสถานการณ์ความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจและราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้การพัฒนาพลังงานทดแทนมีความจำเป็นต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ดังนั้นภาครัฐมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำหนดนโยบายการผลิตพลังงานทดแทนของประเทศ เพื่อที่จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อความมั่นคงด้านอาหารของประเทศซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการบริหารจัดการพืชอาหารและพลังงานให้มีความสมดุล

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังได้จัดทำยุทธศาสตร์การผลิตพืชพลังงานระยะเวลา 5 ปี (2555 – 2559) สำหรับสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานทดแทน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง ยุทธศาสตร์อ้อย และแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มโดยในส่วนของยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง และ ยุทธศาสตร์อ้อย อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขเพื่อให้เป้าหมายสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเมื่อแล้วเสร็จจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

สำหรับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มนั้นได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายระยะเวลา 5 ปีสิ้นสุดปี 2555 โดยคาดว่าในปี 2555 จะผลิตปาล์มน้ำมันได้ 13.11 ล้านตัน และสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ 2.23 ล้านตัน จึงต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงานและพลังงานทดแทน เพื่อสร้างความชัดเจนด้านพลังงานทดแทน และต้องสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นต่อความมั่นคงด้านอาหารด้วย

นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี ขณะนี้ทำได้เพียง 10% จากที่ปี 54 มีเป้าหมายทั้งปีประมาณ 16% การที่แผนการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ เนื่องจากการพัฒนาด้านพลังแสงอาทิตย์ พลังงานลม และการพัฒนาพลังงานจากชีวมวล ไม่สามารถทำได้ตามเป้า ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากข้อกฎหมาย และระเบียบของทางการเกี่ยวกับการลงทุนของภาคเอกชน

ผลการขับเคลื่อนแผนพัฒนาพลังงานทดแทน จะไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย แต่ในระยะยาว 15 ปี คาดว่าจะทำได้ตามเป้าที่วางไว้ แต่ต้องยอมรับว่าหากรัฐบาลไม่มีการผลักดัน หรือสร้างแรงจูงใจในการใช้พลังงานทดแทน หรือหากรัฐบาลไม่ยกเลิกการขายและใช้เบนซิน 91 การพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปต่างๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังเป็นพืชพลังงานทดแทน เน้นส่งเสริมเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูง เช่น พันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 พร้อมกับถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิ ภาพการผลิตมันสำปะหลังให้ด้วย นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้วิเคราะห์พื้นที่ เพื่อคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการอย่างเหมาะสมตามศักยภาพ ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายจ่ายลดลงเนื่องจากพื้นที่เหมาะสมทำให้ไม่ต้องลงทุนปรับสภาพพื้นที่มากนัก

ปัจจุบันเกษตรกรมีความพร้อมและศักยภาพในการผลิตพืชพลังงานอยู่แล้ว เชื่อมั่นว่าหากได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากทุกภาคส่วน จะยิ่งทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการเพิ่มผลผลิตมากขึ้นไปอีก กระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะผลักดันให้พืชพลังงานเหล่านี้เข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเอทานอลอย่างครบวงจร โดยตั้งใจไว้ว่าจะพัฒนาให้ภาคอีสานเป็นแหล่งผลิตพืชพลังงานของประเทศ และวางเป้าหมายให้ไทยเป็นโอเปกพืชพลังงานของโลกรองจากบราซิลให้ได้ในอนาคต

ยุทธศาสตร์พืชพลังงานทดแทน

ใช้นโยบายเชิงยืดหยุ่น

การกำหนดยุทธศาสตร์การใช้พลังงานทดแทนในรูปพลังงานชีวภาพเหลว (เอทานอล และไบโอดีเซล) โดยจะส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้ทดแทนในปริมาณที่สอดคล้องกับปริมาณวัตถุดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งกระทรวงพลังงานกำหนดนโยบายการใช้ทดแทนในเชิงยืดหยุ่น หากปีใดผลผลิตมีมากเกินความต้องการใช้ภายในประเทศ (ตลาดเดิม) จะนำส่วนเกินไปผลิตเป็นพลังงาน (ตลาดใหม่)

กรณีเอทานอล วัตถุดิบคือมันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน วัตถุดิบทั้ง 2 ชนิดนี้ มากเพียงพอต่อความต้องการในรูปพลังงาน อย่างไรก็ตามหากกระทรวงพลังงานเพิ่มเป้าหมายการใช้ทดแทนเพิ่มขึ้นเป็น E85 แนวทางที่จะต้องดำเนินการคือกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเร่งรัดเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เพิ่มขึ้นในระยะยาว เช่น เพิ่มผลผลิตอ้อยเป็น 15 ตัน/ไร่ และมันสำปะหลัง 6.4 ตัน/ไร่ โดยพื้นที่ปลูกเท่าเดิม

กรณีไบโอดีเซล วัตถุดิบหลักคือปาล์มน้ำมัน ซึ่งผลิตได้ไม่เพียงพอคามต้องการในรูปพลังงาน จึงได้ปรับแผนการใช้ทดแทนพลังงานเป็น B5 คือนำนำมันปาล์มส่วนเกินมาผลิตเป็นพลังงานเท่านั้น ส่วนเป้าหมาย B10 เป็นทางเลือก

ยุทธศาสตร์สร้างความมั่นคง-สมดุล ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ได้กำหนดแนวทางผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นพืชอาหารและพลังงานให้เกิดความมั่นคงสมดุลไว้ดังนี้

  • ส่งเสริมการผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานทดแทน เชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพลังงาน
  • สนับสนุนให้ดำเนินมาตรการรักษาความสมดุลในการผลิตให้เพิ่มขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
  • ส่งเสริมการนำวัตถุเหลือใช้จากการเกษตรมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนการใช้ในระดับครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์พืชพลังงาน

ยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหาร คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ซึ่งมีกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุขเป็นฝ่ายเลขานุการ ได้จัดทำกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศไทยไว้ดังนี้

  • ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอาหาร จะเร่งรัดปฏิรูปการถือครองที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่การเกษตร จัดการทรัพยากรน้ำและดินเพื่อการเกษตร และป่าชุมชน สร้างความสมดุลระหว่างพืชอาหารกับพืชพลังงาน พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตอาหาร สร้างแรงจูงใจในการทำการเกษตรและเพิ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ปรับปรุงพัฒนาระบบโลจิสติกส์ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
  • ยุทธศาสตร์ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร สร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารให้เป็นมาตรฐานเดียวส่งเสริมการค้าและการตลาด ฯลฯ
  • ยุทธศาสาตร์ด้านอาหารศึกษา เร่งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนสนับสนุนการวิจัย การจัดองค์ความรู้เรื่องอาหารศึกษา
  • ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการ ปรับปรุงและเสริมสร้างความเข็มแข็งโครงสร้างองค์กรในห่วงโซ่ พัฒนาและปรับปรุงกฎหมายในห่วงโซ่ พัฒนาและปรับปรุงกฎหมายในห่วโซ่ ฐานข้อมูลและการจัดการ

มาตรการและแผนการผลิต และการตลาด

เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการแข่งขันหลัวมีการเปิดการค้าเสรีเต็มรูปแบบ กระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางพัฒนาเพื่อสร้างความสมดุลในการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้ร่างแผนพัฒนาการเกษตร ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11

  • การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิตพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน ให้มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ผลิต บริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ให้เอื้อต่อการผลิตและการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศเตือนภัยธรรมชาติ และโรคระบาด
  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร โดยสร้างตราสินค้าและตราสัญลักษณ์เพื่อให้สินค้าเกษตรมีความเป็นเอกลักษณ์ผลักดันให้เกิดแนวความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เครื่องจักร และเครื่องมือทางการเกษตรด้านเกษตรอินทรีย์ เทคโนโลยีชีวภาพ ส่งเสริมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและครบวงจร
  • ส่งเสริมการทำการเกษตรในรูปแบบของการพัฒนาเครือข่ายกลุ่มธุรกิจ (cluster) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เชื่อมโยงด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้านการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตร-อาหาร จะสนับสนุนการใช้ตลาดกลางสินค้าเกษตรในระดับชุมชนและภูมิภาค ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา ขยายตลาดส่งออกไปตลาดใหม่ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ริเริ่มโครงการ Green Product ส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (green product) ผลักดันให้เกิดการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจการเกษตรสีเขียว ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษ กำหนดมาตรการจูงใจเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยีสะอาด ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ ระบบฐานข้อมูล ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตพัฒนาระบบบริหารจัดการศัตรูพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยวิธีทางชีวภาพเพื่อลดหรือทดแทนการใช้สารเคมี

เชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค-ต่างประเทศ

สร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภูมิภาคและระหว่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการผลิต การตลาด การวิจัยพัฒนาสินค้าเกษตรที่เป็นที่ต้องการของตลาด สนัยสนุนการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในทุกจังหวัด ภูมิภาค และระหว่างประเทศ ศึกษาข้อมูล กฎระเบียบต่างๆ ของประเทศผู้ค้า นำไปปรับปรุงระบบการผลิต ลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางการค้า

ศึกษาแนวทางรองรับการเปิดเสรีการค้าจากกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) และอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และการเชื่อโยงกับตลาดโลก พร้อมกับสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรให้สามารถแข่งขันได้

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ