เกษตรอินทรีย์แบบ พ่อคำปอน

เริ่มต้นการปลูกยางพารา

ในทุกวันนี้ ชีวิตทุกอย่างต้องเผชิญกับวิกฤตโลกร้อนและสภาพอากาศที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา หน้าหนาวไม่หนาวอย่างที่คิด หน้าร้อนกลับมีหิมะตกลงมา หน้าฝนน้ำก็ท่วมแทบไม่มีที่จะอยู่ ผลไม้ พืชสวน ล้วนไม่ออกตามฤดูกาล ยังผลให้ได้รับผลกระทบกันหลายฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้อยู่กับ ดิน-น้ำ-ต้นไม้ และระบบนิเวศ แม้ว่าความสมดุลที่มีจะเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันที่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่ก็ไม่ได้ถือว่ารอดพ้นจากผลกระทบนั้น

แต่การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตมาสู่ วิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืน แบบเศรษฐกิจพอเพียงนั้น โดยการปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเกษตร หรือเรียกกันว่า เกษตรผสมผสาน ก็สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารให้นครอบครัวได้มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี ปัญหาบางอย่างจึงอาจมีทางแก้ไข

ดังคำที่ พ่อคำปอน พันธ์เลิศ บอกไว้ ท่านทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2546 ปลูกพืชผลไม้หลายชนิดไว้ในสวน มีเก็บกินเก็บขายทุกปีไม่มีขาด ดินก็ร่วนซุยและสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ ในแปลงนาของพ่อดินนุ่มมาก ปลูกข้าวงาม ได้รสชาติดี ช่วงที่อีสานเจอภัยแล้งหนักๆ ก็ยังทำนาได้ เพราะดินเริ่มดีขึ้น แต่คนที่เขายังใช้สารเคมีช่วงนั้นแย่มาก ได้ผลผลิตน้อย จึงอยากให้หันมาทำนาอินทรีย์ แรกๆ อาจจะเหนื่อยหน่อย แต่อยากให้อดทน เพราะมันดีกับตัวเราและข้าวที่ปลูกด้วย

จากคำบอกด้านเศรษฐกิจพอเพียงเล่าของ พ่อคำปอน พันธ์เลิศ เกษตรกรหัวใจสีเขียว ปราชญ์ชาวบ้านที่บ้านกุดเสถียร จังหวัดยโสธร ระหว่างนำชมสวนผสมผสาน และแปลงนาอินทรีย์ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งครอบ ครัวตัวอย่างที่เห็นการเปลี่ยนแปลงหลังจากหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกข้าว ปลูกพืชผักหลากหลาย สิ่งที่บ่งบอกได้ชัดเจนคือความพออยู่พอกิน สามารถพึ่งตนเองด้านอาหาร

เมื่อก่อนพ่อคำปอน พันธ์เลิศ เคยใช้เคมีทำเกษตร ดินเสื่อม รากต้นข้าวเป็นสีน้ำตาล ต้นข้าวตาย เห็นแล้วก็ใจหาย คิดว่าสารเคมีมันทำลายต้นข้าวได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ช่วงนั้นสุขภาพแม่ก็ไม่ค่อยดี คอแห้ง พูดไม่ได้ มีตุ่มดำๆ ขึ้นเต็มตัว มันเป็นผลมาจากสารเคมีที่ได้รับทุกวันๆ หลังจากนั้นก็เลิกใช้สารเคมี ค่อยๆ ปรับ เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ ทำนาปีแรกต้นข้าวสวย ผลผลิตก็เยอะกว่าตอนใช้สารเคมี ลดต้นทุน และได้ข้าวสวย ปลอดภัยด้วย ผลกระทบจากวิถีเกษตรที่มีการพึ่งสารเคมี มีผลกระทบรอบด้านทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะเกษตรกรมีผลกระทบมากที่สุด

เกษตรอินทรีย์แบบ พ่อคำปอน

บ้านของพ่อคำปอนรื่นรมย์ด้วยต้นไม้ รอบๆ บ้านแวดล้อมด้วยพืชนานาพันธุ์ แม้กระทั่งพืชที่มองเผินๆ ดูคล้ายต้นหญ้า แต่ไม่ใช่อย่างที่เห็น ทุกสิ่งอย่างในรั้วบ้านล้วนเป็นผักกินได้ ปลอดภัย ปลูกไว้ให้ธรรมชาติดูแลกันเอง นานๆ มาใส่ปุ๋ยคอก ใช้ฟางคลุมดินให้ชุ่มชื้น แปลงนาของพ่อคำปอนเป็นพื้นที่การเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ของเด็กๆ และโรงเรียนในชุมชนอย่างโรงเรียนบ้านกุดเสถียร พ่อคำปอนเต็มใจและภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาการทำเกษตรด้วยวิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษ เน้นการพึ่งตนเอง พึ่งธรรมชาติ

แปลงนาของพ่อคำปอนปลูกต้นถั่ว ต้นแตงด้วย พ่อคำปอนบอกว่าปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าว เป็นปุ๋ยพืชสดให้กับดิน เพราะดินจะดี ปลูกข้าวได้งาม และได้กินแตง ถั่ว หวานๆ อร่อย ไม่ต้องกลัวเรื่องสารเคมีด้วย เสียงเจื้อยแจ้วของ ด.ช.ทนงศักดิ์ เพิ่มพูล บอกเล่าถึงข้อดีของการใช้ปุ๋ยพืชสดเป็นพืชหมุนเวียน คือช่วยลดการระบาดของโรคและแมลง เพิ่มธาตุอาหารในดิน สร้างความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน จึงเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการทำเกษตรอินทรีย์

ด.ญ.วาสนา จักษุมาตร หรือ น้องไก่ ได้เล่าว่า พืชอีกหนึ่งชนิดที่พ่อคำปอนปลูก คือต้นงา ที่กำลังออกดอกบานสวยทั่วท้องนา รองาสุกแล้วเก็บเกี่ยว ได้งาอินทรีย์ดีต่อสุขภาพ ปลูกต้นงาไว้ดีกว่าปล่อยให้นาว่างโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ได้งาอินทรีย์ไว้กินไว้ขาย ดินก็ดีด้วย เพราะหลังจากเกี่ยวงาพ่อคำปอนก็ จะไถกลบเป็นปุ๋ยให้กับดิน

เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสนุกทุกครั้งที่ได้ลง พื้นที่กับปราชญ์ชาวบ้านที่เต็มใจถ่ายทอด บอกเล่าประสบการณ์ให้กับลูกหลานในชุมชน ด้วยตั้งใจว่าจะช่วยปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การพึ่งตนเองด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ผ่านวิถีเกษตรของพ่อคำปอน พันธ์เลิศ ในรายการ ทุ่งแสงตะวัน ตอน งาอินทรีย์ วันเสาร์ที่ 1 มิ.ย.56 ทางช่อง 3

ที่มา khaosod.co.th

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ