ผักหอมๆ เตะจมูก

จากความหัศจรรย์ของกลิ่นหอมที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ ปกติแล้วกลิ่นหอมๆ ที่มาจากขวดน้ำหอม มักถูกสกัดด้วยกระบวนการทางเคมีหลายขั้นตอน และที่สำคัญส่วนใหญ่แล้ว ได้มาจากของเหม็นๆ แทบทั้งสิ้น แต่ใครจะรู้ว่า กลิ่นหอมๆ อย่างพืชผักในสวนของเรา ไม่จำเป็นต้องไปซื้อน้ำหอมราคาแพงๆ มาฉีดพ่นให้มีกลิ่นมากจนปวดหัว แค่ปลูกไว้ซักต้นสองต้น ก็หอมเตะจมูกแล้ว แต่อะไรล่ะจะทำให้คุณรู้สึกถึงความหอมได้ขนาดนั้น

นอกจากความหอมที่จะได้จากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมธรรมชาติแล้ว พืชผักบางชนิดก็สามารถให้กลิ่นหอมที่ไม่แพ้สมุนไพรทั้งหลาย มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง แต่บางคนอาจไม่ชอบกลิ่นของมันซักเท่าไหร่ เพราะขึ้นชื่อว่าผัก มักจะถูกนึกถึงกลิ่นเหม็นเขียว และบรรดาเครื่องแกงเครืองเทศทั้งหลายเป็นแน่ กลิ่นเครื่องเทศแห้งในแกงโดยเฉพาะยี่หร่า จะเป็นกลิ่นที่คนไทยปฎิเสธมากที่สุด แต่เป็นกลิ่นที่ชูเด่นชัดขึ้นมาในแกงกะหรี่ที่ชาวญี่ปุ่นนิยม

กลิ่น ไม่ได้มีแต่ในเเครื่องเทศเท่านั้น ในเมืองไทยเรามีพืชผักที่มีกลิ่นมากมายเหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้างตามภาคต่างๆ บ้างก็ใส่ในแกงเพียงเพื่อแต่งกลิ่น และหลายๆ ชนิดรับประทานสดเป็นเครื่องเคียงกับลาบ กับแกง กับน้ำพริก มาดูกันเลยดีกว่าว่าภาคแต่ละภาคมีผักหอมอะไรกันบ้าง

ผักหอมประจำภาค

  • ผักหอมภาคเหนือ พบในตลาดและมีชื่อท้องถิ่นก็มี หอมป้อม (ผักชี), หอมป้อมเป้อ (ผักชีฝรั่ง), หอมด่วน (สะระแหน่), หอมแย, ผักไผ่, ผักชี (ผักชีลาว), ผักปูนก (ใบชะพลู), ผักหละ (ใบชะอม), ใบก้อมก้อ (ใบแมงลัก), ใบจันจ่อ (ใบกระเพราช้าง), ผักปู่ย่า (ช้าเลือด), ผักคาวตอง, รากคิว
  • ผักหอมภาคกลางและตะวันออก มีใบโหระพา, ใบกะเพราะ, ใบแมงลัก, ใบกระเพราช้าง, ใบสะระแหน่, ใบชะอม, ใบชะพลู, ผักกระถิน, ใบมะกรูด, ตะไคร้, ต้นหอม, ผักชี, กระชาย, ขิง, ข่า, เร่ว
  • ผักหอมภาคอีสาน มีหอมบั่ว (ต้นหอมแดง), ผักอีตู่ (ใบแมงลัก), ผักขะแยง, ผักเม็ก, ผักสะแงะ หรือผักอีเสิม (สะระแหน่),ผักสะแงะ (สกลนคร – หอมแย้), ผักขา (ชะอม), ผักแป้น (ใบกุยช่าย), ผักอีเลิด (ใบชะพลู), ผักชีลาว, หอมเป (ผักชีฝรั่ง), ตะไคร้, ผักอีตู่ไทย (เหมือนใบกระเพรา), ใบมะกรูด, กระชาย, ผักชีล้อม, ผักแพว (ผักไผ่), ผักขะญ่า (ช้าเลือด), ผักสัง (มะสัง), ผักกะเสด (กระถิน), หูเสือ
  • ผักหอมภาคใต้ มีหมุย, ทำมัง, ผักจันทร์หอม (ผักแพว ผักไผ่), ดอกดาหลา, สะตอ, ลูกเหรียง, ผักชีล้อม, ผักมะสัง, ใบพาหม, ใบยี่หร่า (กะเพราช้าง), ยอดเหม็ดชุน (ผักเม็ก), ใบยำแย้ (หอมแย้)

ใครพอจะรู้จักและจำชื่อกันได้มั่ง แต่ผมคนนึงที่อ่านดูทั้งหมดนี่ กว่า 60% รู้จักแต่ชื่อเท่านั้นจริงๆ

ผักหอมบางชนิดมีกลิ่นคล้ายกัน ได้แก่ ผักแพว, ดอกดาหลา และผักมะสัง ผักบางชนิดมีกลิ่นเหมือนกับ ผักประเทศอื่น แมลงบางชนิด หรือผลไม้ เช่น ผักขะแยงมีกลิ่นคล้ายใบชิโซะของญี่ปุ่น, ผักปู่ย่า, ผักขะญ่า หรือที่ภาคกลางเรียกช้าเลือดมีกลิ่นคล้ายแมลง สีเขียวตัวเล็กๆ ใบทำมังกลิ่นคล้ายแมงดา ผักคาวตองกลิ่นเหมือนคาวปลาซึ่งผักชนิดนี้ชาวเวียดนาม ก็นิยมรับประทานเหมือนกัน ผักที่มีกลิ่นคล้ายผลไม้ก็มีคือ ผักเม็กหรือเหม็ดชุนจะมีกลิ่นหอมเหมือนชมพู่

ในแง่ประโยชน์ที่จะได้จากผักหอมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน ก็ไม่ได้ด้อยเลย ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าผักหอมเหล่านี้มีคุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายเพันธุ์ซึ่งเป็นประโยชน์ที่มีมากกว่าพืชเศรษฐกิจหลายๆ ชนิด ส่วนผักหอมที่ใช้ในเครื่องแกงไทย เช่น ข่า, ตะไคร้ นอกจากจะมีฤทธิ์ในการต้านสารอนุมูลอิสระที่พบในร่างกายแล้วยังช่วยเสริมเครื่องแกงอื่น คือ หอมแดงและพริก ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ดังนั้นผักหอมนอกจากจะเป็นเครื่องช่วยชูกลิ่นรสอาหารให้โดดเด่นแล้วยังช่วยชูสุขภาพของผู้บริโภคให้แข็งแกร่งด้วย

ผักหอมๆ เตะจมูก สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม

สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม

  • กำยาน ความหอมอมตะ ปัจจุบันการบำบัดรักษาสุขภาพด้วยกลิ่นหอม หรือที่เรียกว่า อโรมาเธอราพี (Aromatherapy) กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และหนึ่งในกลิ่นหอมที่นำมาใช้ก็คือ กำยาน นั่นเอง คำว่า กำยาน มาจากภาษมลายูว่า Kamyan และด้วยคุณสมบัติของ กำยาน สามารถต้านการสลายตัวของไขมันต่าง ๆ ได้ จึงใช้กำยาน ผสมกับไขมันที่จะใช้เป็นยาพื้นสำหรับเตรียมยาขี้ผึ้งต่าง ๆ นอกจากนั้นกำยาน มักใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแต่งกลิ่นและกันบูด ตำราสรรพคุณยาโบราณว่ากำยานมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณแก้ลม บำรุงเส้น บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ สมานแผล และดับกลิ่นทั้งปวง
  • ขมิ้นชัน พืชสมุนไพรไทยและน้ำมันหอมระเหยที่มีศักยภาพของไทย ขมิ้นชัน พืชสมุนไพรไทยและน้ำมันหอมระเหยที่มีศักยภาพของไทย เป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมใช้กันมาช้านานแล้วและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ อย่างมากมาย ทั้งในรูปแบบของยา ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม สีผสมอาหาร สีย้อมผ้าและเตรื่องสำอาง ตลอดจนผลิตภัณฑ์ของน้ำมันหอมระเหย จากรายงานการวิจัยของสถาบันการวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าขมิ้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง เช่น ฤทธิ์ในการช่วยรักษาอาการอาหารไม่ย่อย ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดการอักเสบ ฯลฯ ทำให้สมุนไพรนี้ได้รับความสนใจทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศอย่างมาก
  • พันธุ์ไม้สร้างและสะสมน้ำมันหอมระเหย-กลิ่นหอมของไทย มีประมาณ 400 ชนิด ซึ่งบางชนิดก็เป็นพันธุ์ไม้ป่าและพันธุ์ไม้พื้นบ้าน จะแบ่งออกเป็นพวก ๆ ได้แก่ พันธุ์ไม้จำพวกเปลือกมีกลิ่น เช่น อบเชย ตะไคร้ กำลังเสือโคร่ง เนื้อไม้มีกลิ่น เช่น จันทน์ชะมด สบหรือไม้หอม พญามะขามป้อมดง ใบมีกลิ่น เช่น เครืองูเห่า เพี้ยฟานหรือหัสคุณ ดอกมีกลิ่น เช่น แก้ว จำปา จำปีหลวง เถาวัลย์เปรียง เมล็ดมีกลิ่น เช่น มะข่วงหรือลูกระมาด จันทร์ม่วง และเหง้ามีกลิ่น เช่น ไพลดำ ไพลม่วง จะเงาะ กะทือป่า
  • พลังแห่งกลิ่นหอม สร้างพลังชีวิต จากธรรมชาติสู่กลิ่นบำบัดในอโรมาเทอราปีเพื่อสุขภาพ พลังแห่งกลิ่นหอม เป็นพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ซึ่งสัมผัสได้ด้วยนาสิกประสาท ซึ่งเพียงเท่านี้ก็มีอิทธิพลไปถึงสัมผัสส่วนลึกของจิตวิญญาณ เปลี่ยนความอ่อนระโหยโรยแรง ให้กลับกลายเป็นความสุขสดชื่นอย่างน่าอัศจรรย์ ในวงการสปา พลังกลิ่นหอม เหล่านี้นับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างบรรยากาศ และทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกผ่อนคลาย สบายสดชื่น ได้อย่างแท้จริง ดังนั้น พลังกลิ่นหอม จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในสถานบริการสปาทุกๆแห่ง ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นทุกที ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีเทคโนโลยี่เกี่ยวกับกลิ่นหอมใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มคนผู้สนใจอย่างต่อเนื่อง
  • มะลิ พืชสมุนไพรไทยและน้ำมันหอมระเหยที่มีศักยภาพของไทย มะลิ เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมสดชื่น อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในรูปแบบของงงานฝีมือประเภทประดิษฐ์ประดอย เข่น ทำเป็นพวงมาลัย การตกแต่งพานพุ่ม ตลอดไปจนถึงการใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ ซึ่งให้ความรู้สึกที่อ่อนหวานละมุนละไมอย่างลุ่มลึก มะลิเป็นพืชที่ให้น้ำหอมอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในระดับสากล นอกจากจะมีความต้องการนำไปใช้เพื่อประโยชนืต่าง ๆ ที่มีกันอยู่กันโดยทั้วไปของสังคมไทยแล้ว ยังสามารถเพิ่มศักยภาพในการผลิตเป็น น้ำมันหอมระเหยจัสมิน (Jasmine) เพื่อใช้ใน “การบำบัดอโรมาเทอราปี” และการส่งออกไปต่างประเทศได้อีกด้วย
  • กฤษณา ไม้เศรษฐกิจและน้ำมันหอมระเหยที่มีศักยภาพของไทย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูงตั้งแต่ 18-21 เมตร ขึ้นไป วัดได้โดยรอบลำต้นยาวประมาณ 1.5-1.8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์ต่ำ ๆ หรือรูปกรวย ลำต้นเปลาะตรง เมื่อมีอายุมากเปลือกนอกเรียบ สีเทาอมขาว เปลือกหนาประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อนทั่วไป เปลือกนอกจะปริเป็นร่องเล็ก ๆ เมื่อมีอายุมาก ๆ ส่วนเปลือกชั้นในมีสีขาวอมเหลือง เนื้อไม้หอมที่มีน้ำมันกฤษณาจะมีสีดำ หนัก และจมน้ำ คุณภาพของเนื้อไม้ ขึ้นอยู่กับการสะสมของน้ำมันกฤษณาภายในเซลล์ต่าง ๆ ของเนื้อไม้ องค์ประกอบทางด้านเคมีของน้ำมันหอมระเหยจากกฤษณา ประกอบด้วยสารที่เป็นยางเหนียวอยู่มาก สารที่ทำให้เกิดกลิ่นหอมคือ Sesquiterpene Alcohol มีหลายชนิดอาทิ a-Agarofuran, Agarospirol และ Agarol
  • ตะไคร์หอม พืชสมุนไพรไทยและน้ำมันหอมระเหยที่มีศักยภาพของไทย พืชสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมละเหยอยู่ในส่วนใบและต้น กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยมีการใช้ทำประโยชน์ทางอุตสาหกรรม เพื่อแต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น สบู่ แชมพู น้ำหอม อาหาร เครื่องดื่ม และใช้ในการเกษตร ทำสารไล่แมลง หรือนำส่วนใบและเหง้าไปใช้ประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้ กลิ่นของตะไคร้หอมยังช่วยดับกลิ่นคาว กลิ่นห้องน้ำ และกลิ่นไม่พึงประสงค์อื่นได้ดี รวมทั้งยังรักษาโรคหมัดสุนัขได้อีกด้วย จะเห็นว่าตะไคร้หอมมีสรรพคุณที่หลากหลายจริง ๆ

แต่ไม่กว่ากลิ่นจากธรรมชาติจะสรรสร้างให้หอมมากมายอย่างไร แต่ดูเหมือนความนิยมก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่แล้วคงไม่มีใครพกกำยาน หรือตะไคร้หอมในกระเป๋าเสื้อเพื่อเพิ่มกลิ่นให้หอมแน่ๆ ดังนั้นจึงต้องหันไปหาหัวน้ำหอมที่สกัดมาจากกลิ่นดอกไม้นานาพรรณมากกว่า แต่ใช่ว่าน้ำหอมที่มาจากสมุนไพรจะไม่มี แต่ความต้องการยังไม่สูงมากจึงทำให้หาแหล่งผลิตและขายได้ยากตามไปด้วยและส่วนใหญ่ก็มีราคาแพง

*** พื้นที่โฆษณา : ต้องการครีมน้ำหอมที่มีส่วนผสมของหัวน้ำหอมที่สกัดจากดอกไม้นานาชนิดที่ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ และมีราคาไม่แพง ชื่อว่า ครีมน้ำหอม Arobody สนใจสั่งซื้อไปทดลองใช้ รับรองไม่ผิดหวังที่ http://www.arobody.com ***

ที่มา : nautilus.co.th / yesspathailand.com

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ