เรื่องของ ปุ๋ยอินทรีย์ กับการเกษตร

ปุ๋ยชีวภาพ มีประสิทธิภาพมากในการปลูกผัก และเกษตรกรรม

จำได้ว่าเสนอวิธีการปลูกผักสวนครัว และการเกษตรอินทรีย์ไปนักต่อนัก แต่ยังไม่เคยเขียนเรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ อย่างจริงๆ จังๆ ซักที แต่สำหรับปุ๋ยอินทรีย์นั้นก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง หากจะนำไปใช้ในการเกษตรทั่วไปเช่นว่ามีปริมาณธาตุอาหารที่พืชต้องการต่ำ ใช้เวลาในการทำนานกว่าปุ๋ยเคมีแต่ดีต่อธุรกิจขายปุ๋ย และใช้เวลาที่พืชจะนำสารอาหารไปใช้นานกว่า

ปุ๋ยอินทรีย์ กับหลักการของการทำเกษตรอินทรีย์

เพราะการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืชของปุ๋ยอินทรีย์ต้องมีจุลินทรีย์เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการย่อยสลายและแยกธาตุต่างๆ ออก อีกทั้งยังมีราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี เพราะต้นทุนและการผลิตที่ซับซ้อน เมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช และการหาวัตถุดิบในการผลิตให้ได้ประสิทธิภาพมากๆ ก็จะหายาก โดยพิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก ถ้าใส่สารอินทรีย์มากเกินไป เมื่อเกิดการชะล้างจะทำให้เกิดการสะสมของไนเตรทในน้ำใต้ดินซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอีกด้วยแต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสีย

ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำเกษตรอินทรีย์

  • ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพของดิน เช่น ความโปร่ง ความร่วนซุย ความสามารถในการอุ้มน้ำ และการปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
  • อยู่ในดินได้นานและค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้าๆ จึงมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่าปุ๋ยเคมี
  • เมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ มีธาตุอาหารรอง / เสริม อยู่เกือบครบถ้วนตามความต้องการของพืช
  • ส่งเสริมจุลชีพในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • หาได้ง่าย ซึ่งวัตถุดิบที่นำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์หาได้ง่าย ไม่ต้องยุ่งยากในการทำ

สำหรับการใช้สารอินทรีย์ที่สลายตัวยากอย่างเช่น ขี้เลื่อย เมื่อใช้วัสดุคลุมดินแล้วถ้าใช้ขี้เลื่อยสดใส่ทับถมกันแน่น จะทำให้เกิดการหมักในสภาพไร้ออกซิเจนจะทำให้อุณหภูมิสูงมาก จนเกิดสารสีดำหรือน้ำตาล ในสภาพนี้ขี้เลื่อยจะอิ่มตัวไปด้วยสารพิษซึ่งเป็นกรดอินทรีย์ชนิดระเหยง่าย มีกลิ่นฉุนมาก และเกิดไอที่มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เป็นอันตรายแก่พืชหลายชนิดได้ แต่อย่างไรก็ตาม ขี้เลื่อย ก็สามารถนำมาใช้ได้โดยใช้ในดินที่ไม่เป็นกรดจัดเกินไป และมีปุ๋ยไนโตรเจนเพียงพอ การใช้ขี้เลื่อยเพื่อทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์นั้นควรเป็นขี้เลื่อยเก่าที่ย่อยแล้ว หรือปล่อยให้ตากแดดตากฝนในระยะหนึ่ง แล้วใช้ปูนขาวโรยคลุกผสมกับขี้เลื่อยสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่ไปด้วยในปริมาณที่พอเหมาะก็จะสามารถช่วยลดความเป็นพิษลงได้

ปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป ได้จากวัสดุเนื้อแข็ง และเป็นเศษที่ได้จากธรรมชาติซึ่งจะสลายตัวได้ยาก ไม่เหมาะกับการนำมาใช้เป็นปุ๋ยเพื่อการปลูกพืชที่ไว้ใช้รับประทาน เพราะอาจมีสารพิษเจือปนอยู่มาก สำหรับพืชที่ใช้รับประทานควรเป็นปุ๋ยพืชสด หรือการใช้วัสดุที่นำมาทำปุ๋ยชนิดที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น แกลบ ใบก้ามปู หรือซากพืชตระกูลถั่วต่างๆ กาบใยมะพร้าว สำหรับวัสดุที่ได้จากไม้เนื้อแข็งอย่างขี้เลื่อยนั้นจะมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูง เมื่อใส่ในดินปลูกพืชจุลินทรีย์จะแย่งไนโตรเจนในดินไปใช้ในขบวนการย่อย มีผลทำให้พืชขาดไนโตรเจนชั่วคราว ถ้าไม่มีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนพืชจะขาดธาตุตัวนี้ ธุรกิจขายปุ๋ยส่วนใหญ่ก็ผสมวัสดุแบบนี้ในปุ๋ยอินทรีย์

วิธีทำปุ๋ยน้ำชีวภาพจากพืช

การขาดไนโตรเจนของพืช พืชจะโตช้า เพราะการสร้างโปรตีนผิดปกติไป หรือสร้างได้น้อยลง ทำให้ต้นไม่ผอมเกร็งไม่อ้วนเต็มที่ ถ้าขาดมากใบจะมีลักษณะเหลืองซีด เพราะมีคลอโรฟิลล์ลดลง ถ้ามีไนโตรเจนมากเกินไปจะทำให้พืชต้นอวบอ้วน ใบใหญ่และเขียวมาก เรียกว่า ภาวะเฝือใบ พืชไม่ผอมแต่ล้มง่าย ต้นเปราะหักง่าย ออกดอกยากขึ้น ศัตรูพืชมากขึ้น เราต้องให้พืชได้รับไนโตรเจนอย่างพอเหมาะไม่น้อยเกินไปไม่มากเกินไป

โดยในธรรมชาติพืชจะได้รับฮิวมัสในดิน จากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์เพราะพวกนี้เมื่อย่อยสลายแล้วจะปลดปล่อยไนโตรเจนออกมามากกว่าแร่ธาตุชนิดอื่นๆ อาจจะใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมีที่มีเลขตัวหน้าสูงๆ เช่น 30-20-1 ปุ๋ยสูตรเสมอต่างๆ หรือ 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งมีค่าไนโตรเจนสูงสำหรับพืช ในการเพิ่มไนโตรเจนแก่ดิน แต่ควรให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป

ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ หรือปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ส่งกลิ่นเหม็นไม่เป็นที่จูงใจผู้ใช้และสกปรกและการใช้วัสดุจากของเหลือทิ้งจากท่อระบายน้ำโสโครก ตามอาคารบ้านเรือน และก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักหลายชนิดที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท เพราะสารและแร่ธาตุต่างๆ ที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่หรือยังอยู่ระหว่างการย่อยสลายจะทำให้เกิดความร้อนจากการย่อยสลาย เป็นอันตรายต่อรากพืช เช่น การใช้มูลสดๆ ใส่ใกล้โคนปลูกพืช และการใช้มูลที่มีทั้งอุจจาระและปัสสาวะสัตว์ปน โดยไม่มีการเจือจาง จะทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉาได้เนื่องจากความเค็มของกรดในน้ำปัสสาวะไม่เหมาะกับธุรกิจขายปุ๋ย รวมทั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและปริมาณการใส่มากกว่าปุ๋ยเคมีอีกด้วย

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ