ปลูกสละ สร้างรายได้

ปลูกสละ สร้างรายได้

จากข้อมูลที่แนะนำว่า ปลูกสละสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปีนั้น ทางคุณลุงสว่าง รักทอง เกษตรกรบ้านม้าเงย ต.ป่าชิง อ.จะนะ จ.สงขลา ได้แนะนำเอาไว้ แม้คุณลุงเองจะมีอายุ 70 ปีแล้ว แต่ยังไม่หยุดสร้างสรรค์ใช้พื้นที่รอบบ้าน 3 ไร่ ปลูกสละพันธุ์อินโดจีนกว่า 200 ต้น สามารถเก็บขายสร้างรายได้ตลอดทั้งปี ส่วนเทคนิคการปลูกก็แสนง่าย คือ ทิ้งระยะปลูกให้ห่างกัน 1-2 เดือน เพื่อให้สละติดดอกออกผลตลอดทั้งปี จากนั้นใช้เศษพืชผักละแวกบ้านเป็นปุ๋ยบำรุงลำต้น และใช้น้ำหมักชีวภาพ จากฟักทอง กล้วยน้ำว้า และมะละกอ บำรุงดอกเพิ่มความหวาน แต่ที่สำคัญต้องหมั่นผสมเกสรตัวผู้กับตัวเมีย เพื่อเพิ่มผลผลิต

พื้นที่ตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรังก็เช่นเดียวกัน โดยอาจารย์เจษฎา เบญจวรากูร อายุ 56 ปี อดีตข้าราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา ในพื้นที่อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ซึ่งสมัยนั้นเป็นครูผู้สอนวิชาชีววิทยา หมวดวิชาวิทยาศาสตร์ เล่าว่า หลังจากตนเองหยุดอาชีพการเป็นครู ก็ได้ผันตัวเองมาเป็นชาวสวนอย่างเต็มตัว โดยเริ่มต้นด้วยการดูแลสวนยางพารา ในพื้นที่อำเภอย่านตาขาว ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง จากนั้น ก็ได้ศึกษาการทำสวนแบบผสมผสาน และพืชพันธุ์ต่างๆ ที่สามารถปลูกร่วมกับสวนยางพาราได้

จนกระทั่งได้มารู้จักกับผลไม้อย่างสละสายพันธุ์อินโดนีเซีย และทำให้เกิดความชื่นชอบในความแปลก เพราะมีรสชาติที่อร่อยและแตกต่างไปจากสละทั่วไป เนื่องจากเนื้อของผลจะมีสีขาว และมีเมล็ดสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ แต่มีความพิเศษตรงที่เนื้อของผลนั้นจะไม่ติดเมล็ด ทำให้มีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย น่ารับประทาน ดังนั้น เมื่อประมาณปี 2546 หรือเมื่อประมาณ 4 ปี ที่ผ่านมา อาจารย์เจษฎา จึงได้ติดต่อขอนำสละสายพันธุ์อินโดนีเซีย มาจากชาวสวนสละในจังหวัดนราธิวาส

การปลูกสละ พันธุ์อินโดจีนหลังจากนั้นได้นำต้นกล้าซึ่งมีราคาต้นละ 50 บาท มาปลูกลงในระหว่างร่องของสวนยางพารา ที่เป็นพื้นที่กว้างมากพอสำหรับการปลูกต้นสละสายพันธุ์อินโดนีเซีย โดยเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ สามารถปลูกได้ทั้งหมด 780 ต้น สำหรับวิธีการปลูกนั้น จะขุดหลุดขนาดกว้าง 50 ซม. คูณ 50 ซม. จากนั้น รองก้นหลุมด้วยสารโบกาฉิและอีเอ็ม หลุมละประมาณครึ่งกิโลกรัม แล้วทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนที่จะนำต้นกล้าลงปลูก แล้วรดน้ำวันละ 1 ครั้ง และใส่ปุ๋ยเดือนละ 1 ครั้ง

และเมื่อต้นสละมีอายุได้ 2 ปี ก็จะเริ่มออกดอก แต่การที่สละสายพันธุ์อินโดนีเซียจะออกผลได้นั้น เกษตรกรจะต้องช่วยในการผสมเกสร ระหว่างดอกตัวผู้กับดอกตัวเมีย ซึ่งแต่ละต้นก็จะให้ดอกที่ไม่เหมือนกัน โดยการนำเกษรตัวผู้เคาะใส่ในจาน แล้วใช้พู่กันป้ายไปยังเกษรตัวเมีย กระทั่งเมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 สละก็จะเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง หรือปีละ 4 ครั้ง โดยมีราคาจำหน่ายอยุ่ที่กิโลกรัมละ 70-100 บาท แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอย่านตาขาว จะส่งไปจำหน่ายที่จังหวัดเพื่อนบ้านอย่างจังหวัดพัทลุง

การดูแลต้นสละ ในขณะที่ให้ผลผลิตแล้วนั้นง่ายมาก เพียงแต่ต้องระวังแมลงวันทองที่จะมากัดกินผลอ่อน ด้วยการฉีดสารอีเอ็ม และสุโตฉู เพื่อช่วยไล่แมลงโดยปลอดจากสารเคมี นอกจากนั้น จากการที่สละพันธุ์อินโดนีเซีย ไม่ชอบอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนเกินไป เมื่อนำมาปลูกให้อยู่ร่วมกับยางพารา จึงถือว่าเป็นการแบ่งร่มเงาและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ต้นไม้ด้วยกัน ทั้งนี้ หากผู้ใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์เจษฎา โทรศัพท์ (086) 279-7958

นายสนั่น สนธิเมือง นายอำเภอกรงปินัง จ.ยะลา ได้ให้ข้อมูลว่าในพื้นที่ อ.กรงปินัง มีเกษตรกรกว่า 50 ราย ใน 4 ตำบล ที่หันมาปลูกสละอินโด เพื่อเป็นพืชทางเลือก นอกจากทุเรียน และลองกองแล้ว สละอินโดมีพื้นที่ปลูก 43 ไร่ 54 ครัวเรือน ผลผลิตเฉลี่ย 1,300 กก.ต่อไร่ ส่วนการส่งเสริมการปลูกสละอินโดนั้น เนื่องจากผลไม้ทั่วไป เช่น ทุเรียน ลองกอง ในปีนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี เนื่องจากสภาพภูมิอากาศฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ทำให้ผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดมีน้อย ส่วนสละอินโด ตลาดมีแนวโน้มต้องการผลผลิตมากยิ่งขึ้น และราคาดี โดยเฉพาะขายส่ง 65 บาทต่อกิโลกรัม และผู้ซื้อจะต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า

นายอำเภอกรงปินัง กล่าวอีกว่า ทางเกษตรอำเภอ ได้เข้ามาส่งเสริมเกษตรกรในการปลูกสละอินโด เนื่องจาก ปลูกแล้วได้ผลดี ผลผลิตมีรสชาติหวาน กลมกล่อม และรายได้ดี จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกสละอินโด โดยจะมีแปลงสาธิต จำนวน 3 แปลง เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจหันมาปลูกสละอินโดให้มากขึ้น

ปลูกสละ สร้างรายได้สละ พันธุ์อินโดจีน เป็นพืชที่ให้ผลลผิตเร็ว พุ่มเล็กให้ผลผลิตเร็ว แค่ก็มีข้อจำกัดมากเช่นเดียวกัน ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากระยะเวลาในการบานของดอกตัวเมียสั้น ถ้าใม่หมั่นสังเกตุ ก็จะไม่ได้ผสม จะเสียโอกาสในการที่จะได้รับผลผลลิต ต้นตัวผู้และดอกเกสรตัวผู้ก็มีความสำคัญ การชวยผสมเกสร การตกแต่งทลาย ตลอดทั้งการป้องกันศัตรูพืชต่างๆ

เกษตรพอเพียง ในรูปแบบอื่น

องค์การบริหารส่วนตำบลนาทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ประสบความสำเร็จโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และเตรียมขยายผลไปอีกหลายหมู่บ้าน โดยใช้พื้นที่รอบบ้านของตัวเองปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงปลาและเลี้ยงไก่ ใช้บริโภคในครอบครัว ที่เหลือส่งขายได้เงินเฉลี่ยครอบครัวละ 200-300 บาทต่อวัน ส่วนพืชผักแต่ละชนิด จะเน้นวิธีปลูกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น ปลูกผักในล้อยางรถยนต์ ปลูกถั่วฝักยาว ดอกไม้จีนไว้ริมรั้วและปลูกมะนาวในพื้นที่ชุ่มน้ำ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดสนใจก็สามารถติดต่อขอดูงาน เพื่อนำไปปรับปรุงใช้กับพื้นที่ของตัวเองได้

เศรษฐกิจพอเพียงที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี นายไพทูรย์ ดอนจวง ประสบอุบัติเหตุจนต้องตัดขาข้างขวา แต่ไม่ย่อท้อจับมือกับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก นำไม้ไผ่ซึ่งหาได้ในท้องถิ่น มาสานเข่งปลาทูขายใบละ 80 สตางค์ หาเลี้ยงชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัววันละประมาณ 80 บาท โดยไม้ไผ่ที่นำมาสานเข่งปลาทูต้องเลือกเฉพาะไผ่บ้าน ที่มีคุณสมบัติพิเศษอ่อนงอ ไม่หักง่ายเหมือนไผ่ชนิดอื่น จากนั้นนำมาตัดเป็นท่อนตามที่ต้องการ ก่อนผ่าเป็นซีก และนำมาเหลาให้เรียบลบความคม นำมาขึ้นรูปสานเป็นเข่งปลาทู ส่งขายให้ลูกค้า.

อ้างอิง สำนักข่าวไทย / innnews.co.th / raktrang.trangzone.com

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ