ปลูกข้าว ด้วยวิธีการ โยนกล้า อัตรางอกดี

การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า

ปกติแล้วผมเห็นแม่ผมทำนาด้วยวิธีการปักดำ หรือนาดำ ทำไร่ด้วยวิธีการตอกหมุดฝังเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่วนต่างพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทางภาคกลาง ภาคอีสานใช้วิธีการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงนา ปัจจุบันนี้หลากหลายแนวคิดด้วยวิธีการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวต้นเดียว การโยนตอซังข้าวที่กำลังงอก และล่าสุดก็ไม่ต่างกับการโยนตอซัง นั่นคือ การปลูกข้าวแบบการโยนกล้า วิธีนี้ไม่ทราบที่มาที่ไป สงสัยผู้ปลูกคงหมดแรงจึงทดลองหรือเล่นอะไรแผลงๆ แทนที่จะเป็นเดินลงนาปักดำแบบทุกที เลยขี้เกียจเล่นโยนมันซะเลย ซึ่งผลที่ได้รับก็กลายเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เห็นวิธีนี้แล้ว การทำนาก็ไม่ใช่วิธีการที่น่าเบื่ออีกต่อไป

การพัฒนาการทำนา โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมได้อย่างเหมาะสม ทำให้การทำนาในเขตชลประทานได้ผลผลิตสูงกว่าในเขตนาน้ำฝนของประเทศ และสามารถผลิตข้าวได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโดยวิธีการหว่านน้ำตม ใช้พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้น เก็บเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องเกี่ยวนวด ดยเฉพาะพื้นที่นาชลประทานในภาคกลาง ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์สูง ซึ่งปัจจุบันราคาเมล็ดพันธุ์กิโลกรัมละ 20-23 บาท และเมล็ดพันธุ์ดีก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การทำนาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น 2 ปี 5 ครั้ง หรือ ปีละ 3 ครั้ง ย่อมส่งผลกระทบถึงสภาพแวดล้อม เช่น ปัจจุบันการทำนาในภาคกลางประสบกับ ปัญหาข้าววัชพืช ระบาดอย่างรุนแรง เกษตรกรที่ทำนาแบบหว่านน้ำตม ส่วนหนึ่งเปลี่ยนวิธีการทำนาเป็นการปักดำด้วยเครื่องปักดำเพื่อควบคุมปริมาณข้าววัชพืช ปัญหาที่ตามมาก็คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถเตรียมดินให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องปักดำได้ และอัตราค่าปักดำค่อนข้างสูงคือ ไร่ละ 1,100-1,200 บาท (รวมเมล็ดพันธุ์ข้าว) วิธีการปลูกข้าวแบบโยนกล้า เป็นการทำนาแบบใหม่ที่สามารถนำมาใช้แทนการปักดำด้วยเครื่องได้

 การปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้าการปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า (parachute) เป็นการทำนารูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและพืชทั่วไป โดยจากการศึกษาและปฏิบัติในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ศูนย์บริการวิชาการเกษตร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ของมูลนิธิชัยพัฒนา) อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ปี 2545-2548 และเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต พบว่า ต้นทุนการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป มีต้นทุนต่ำที่สุดและยังให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาด้วยวิธีอื่น ๆ จากการศึกษาพบว่า อายุต้นกล้า 12-16 วัน และจำนวนต้นกล้า 50-60 ถาด มีความเหมาะสมมากที่สุด สามารถป้องกันและควบคุมข้าววัชพืชได้ดีมาก ใช้แรงงานเตรียมดินเพาะกล้า 150-200 ถาด/คน/วัน ใช้แรงงานโยนกล้า 3-5 ไร่/คน/วัน ที่สำคัญคือใช้เมล็ดเพียง 3-4 กิโลกรัม/ไร่ ประหยัดเมล็ดพันธุ์ได้ 80-85% สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานได้

การปลูกข้าวด้วยวิธีการโยนกล้าแบบนี้ ถือเป็นทางเลือกในพื้นที่ดังต่อไปนี้

  • พื้นที่ ที่มีปัญหาของข้าววัชพืชมาก
  • ทำนาหรือทำการผลิตแบบไว้ใช้เอง
  • ผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อควบคุมข้าววัชพืช
  • ประหยัดเมล็ดพันธุ์
  • ประหยัดแรงงาน และเวลา

การทำนานั้นมีขั้นตอนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาดำ เพราะจะเริ่มตั้งแต่การเพาะกล้าข้าวให้ได้ขนาดเตรียมนำไปลงแปลงนา การเตรียมดินในนา ตั้งแต่ไถดะ ไถแปร จนกระทั่งคราด ตีเทือก ระบายน้ำปรับเทือก จนกระทั่งนำกล้ามาดำ

แต่วิธีการปลูกข้าวด้วยการโยนกล้า นั้น ให้มีน้ำในแปลงประมาณ 1 ซม. นำกระบะกล้าข้าวที่มีอายุ 15 วัน ไปวางรายในแปลงที่เตรียมไว้ให้กระจายสม่ำเสมอ อัตรา 60-70 กระบะต่อไร่ จากนั้นคนที่จะโยนกล้าจะหยิบกระบะกล้ามาวางพาดบนแขน แล้วใช้มือหยิบกล้าข้าวหว่านหรือโยนในแปลง โดยโยนให้สูงกว่าศรีษะ ต้นกล้าจะพุ่งลงโดยใช้ส่วนรากที่มีดินติดอยู่ลงดินก่อน การหว่านกล้า 1 คน สามารถหว่านได้วันละ 4- 5 ไร่

ขั้นตอนการโยนต้นกล้า ขณะที่โยนต้นกล้าในแปลงควรมีน้ำขลุกขลิกเล็กน้อย วิธีโยน ให้เดินถอยหลังโยนกำมือละ 5-15 หลุม โดยตวัดหงายมือโยนต้นข้าวขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ ต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย สำหรับถาดเพาะให้วางบนท่อนแขนครั้งละหลาย ๆ แผ่นแล้วแต่จะรับไหว หากเห็นว่าต้นข้าวห่างเกินไปให้โยนเพิ่มเติมได้ วิธีโยนสามารถนำอุปกรณ์คล้ายเรือลงไปในแปลงนาได้ เพื่อให้สามารถใส่ถาดเพาะครั้งละมาก ๆ และสะดวก ในการโยน เกษตรกร 1 คน โยนต้นกล้าได้ 3-5 ไร่/วัน หลังจากหว่าน 1-2 วัน ให้เติมน้ำทันทีและเพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 5-10 เซนติเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชได้ดีมาก ให้รักษาระดับน้ำจนถึงข้าวโตคลุมพื้นที่นาหรือจนถึงก่อนเกี่ยว 15-20 วัน

อัตราการงอกของข้าวด้วยวิธีการปลูกข้าวแบบโยนกล้าคล้ายๆ กับอัตราการงอกของการปลูกข้าวต้นเดียว

การแตกกอของต้นข้าว ด้วยการปลูกข้าวโดยวิธีการโยนกล้า

ข้อได้เปรียบของวิธีการโยนกล้าเปรียบเทียบกับการปักดำและหว่านน้ำตม
1. แปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้ แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีการปักดำด้วยเครื่องปักดำได้ เนื่องจากเครื่องจะติดหล่ม
2. ใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ
3. สามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม
4. ลดการสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับการหว่านน้ำตม

อ้างอิง kkn-rsc.ricethailand.go.th / kasetorganics.org / dna.kps.ku.ac.th

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ