อาหารปลอดสารพิษ ไกลอันตราย

กินผักปลอดสารพิษที่ วังน้ำเขียว

ปัจจุบันนี้หลายๆ คนให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมาก และที่ผ่านมาสังเกตได้ว่า การบริโภคอาหารชีวจิต อาหารประเภทมังสวิรัติ อาหารเจ และการเลือกดื่มอาหาร น้ำผักเพื่อสุขภาพ นั้นเริ่มที่จะแพร่หลายสู่คนเมืองมากขึ้น ดังจะสังเกตุได้จากร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผัก ผลไม้ หรืออาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้น เป็นอาหารปลอดสารพิษ เป็นอาหารที่มาจากแหล่งเพาะปลูกแบบอินทรีย์อย่างแท้จริง ไม่ใช่โดนผู้จำหน่ายหลอกลวงเอาหรืออย่างไร เพราะทั้งหมดที่เราทำนั้น ก็เพื่อให้ตนเองมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เพื่อต่อสู้กับภัยร้ายรอบด้าน เพราะการใช้ชีวิตประจำวันในทุกวันนี้ โดยเฉพาะชีวิตของคนกรุงมีความเสี่ยงต่อปัญหาเหล่านี้ค่อนข้างสูง แต่กลับกลายเป็นว่า จะต้องทนทุกข์ทรมานกับสารเคมีที่ผู้ผลิตผู้จำหน่ายยัดเยียดให้เราเข้าใจว่าเป็น อาหารปลอดสารพิษ ไกลอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องบริโภคทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู ไก่ ปลา และอาหารทะเลนานาชนิด ผัก ผลไม้ แม้กระทั่งน้ำที่ใช้ดื่ม คำถามที่ตามมาก็คือ จะทราบได้อย่างไรว่าสิ่งที่บริโภคเข้าไปนั้นไม่มีพิษต่อร่างกาย?

น.พ.สัมมน โฉมฉาย อาจารย์สาขาวิชาพิษวิทยาคลินิก อาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้บอกว่าภาวะอาหารเป็นพิษในปัจจุบันนี้ที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตหรือผู้ ประกอบการทางด้านอาหารมีความรับผิดชอบน้อยลง ทำให้ในอาหารมีทั้งสารเคมีและเชื้อโรค รวมทั้งผู้บริโภคเองก็มีความรู้ในเรื่องนี้น้อย ทั้งนี้จากสถิติของสถาบันพัฒนานักระบาดวิทยา กองระบาดวิทยาในปี พ.ศ. 2544 พบผู้ป่วยจากภาวะอาหารเป็นพิษ 128 ราย เสียชีวิต 8 ราย เฉลี่ยแล้ว 15 รายต่อชั่วโมง และพบมากในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2553

แกงมะรุม สุดยอดสมุนไพร ไทย

สำหรับสารพิษในอาหารนั้น มีหลายชนิด ปนเปื้อนอยู่ในอาหารในขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การปรุงแต่งอาหาร การถนอมอาหาร และสามารถแบ่งการปนเปื้อนออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.สารที่ปนเปื้อนในอาหารตามธรรมชาติ เช่น แบคทีเรีย หรือเชื้อโรคชนิดต่างๆ และ 2.สารปนเปื้อนที่เกิดจากมนุษย์ เช่น สารเคมีที่ใส่ลงไปในอาหาร หรือแม้กระทั่งยา หรืออาหารที่ให้สัตว์กินเพื่อเร่งการเจริญเติบโต แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ภาวะพิษโบทูลินัมจากอาหาร ( Food-borne botulism) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากสารพิษที่สร้างขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียที่เจริญเติบโตใน อาหารชนิดหนึ่ง (Clostridium botulinum) โดยสปอร์ของแบคทีเรียนี้จะปนเปื้อนและเจริญเติบโตได้ดีในอาหารที่บรรจุใน ภาชนะปิด มักในดินและน้ำที่ไม่สะอาด

ตัวอย่างอาหารที่อาจถูกปน เปื้อน เช่น เนื้อสัตว์ ผักและน้ำหวาน ที่บรรจุในภาชนะปิด เช่น กระป๋อง ปี๊บ ขวด ซึ่งแม้จะทานอาหารที่ปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยก็เกิดภาวะพิษได้ และเมื่อรับพิษเข้าไปจะทำให้กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง กลืนลำบาก หนังตาตก พูดเสียงอ้อแอ้ มองเห็นภาพซ้อน ขั้นรุนแรงอาจทำให้หยุดหายใจ และนอกจากนี้ น.พ.สัมมน ยังได้ยกตัวอย่างภาวะพิษที่เกิดจากปลาปักเป้าด้วย เพราะถึงแม้ว่าไทยจะพบผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตจากพิษของปลาปักเป้าไม่มาก ก็ตาม แต่ไทยนั้นมีปลาปักเป้ามากกว่า 25 สายพันธุ์ พบทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม และมีเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้นที่สามารถรับประทานได้

ปลาปักเป้าจะมีต่อมพิษที่ผิวหนังหรืออวัยวะภายใน ในท้องตลาดจะหน่ายเป็นเนื้อปลาแปรรูป และจะเรียกว่า ปลาเนื้อไก่ หรือปลาไก่ เมื่อทานเนื้อปลาปักเป้าที่มีพิษเข้าไปจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ชารอบปากและปลายลิ้น ชาที่มือ หนังตาตก มือเท้าอ่อนแรง และอาจหยุดหายใจได้เฉียบพลัน ซึ่งร่างกายจะแสดงอาการเมื่อรับพิษเข้าไปแล้ว 10-20 นาทีหลังรับประทานอาหาร และที่สำคัญแม้ว่าเราจะทำให้เนื้อปลาร้อนหรือสุกแล้วก็ไม่อาจทำลายได้

ส่วนผู้ที่นิยมรับประทาน ไข่แมงดา ก็ควรระวัง เพราะเมื่อรับพิษแล้วจะมีอาการเวียนศีรษะ มึนงง เดินเซ คลื่นไส้ อาเจียน ชาริมฝีปาก แขนขาอ่อนแรง และตายได้ ซึ่งแมงดาที่ทานได้คือแมงดาจาน จะตัวโตกว่าแมงดาถ้วย เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12 นิ้ว หางรูปสามเหลี่ยม ส่วนแมงดาถ้วยหรือเหรา มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 นิ้ว หางกลม เหตุที่บอกให้ผู้บริโภคระวัง เนื่องจากผู้ขายอาจตัดหางแมงดาถ้วยแล้วนำมาวางขาย

เห็ด ที่มักพบผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตจากการรับประทานเห็ดมีพิษเข้าไปนั้นมีให้ เห็นกันอยู่ทุกปี เพราะเห็ดเป็นพืชที่แยกได้ยากว่าแบบไหนทานได้ และแบบไหนทานไม่ได้

ซึ่ง น.พ.สัมมนให้คำแนะนำว่า ทางที่ดีควรเลือกซื้อเห็ดที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงและทราบชนิดที่แน่นอน และไม่ควรเก็บเห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติมารับประทาน พิษจากเห็ดอาจทำให้ตับอักเสบ เป็นพิษต่อไต ระบบประสาท ทำปฏิกิริยากับสุรา เกิดอาการชักเกร็ง และเกิดอาการในทางเดินอาหาร เช่นเดียวกับเนื้อหมู ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภค ที่ยังคงมีปัญหาในเรื่องของการใส่ สารเร่งเนื้อแดง ผสมในอาหารให้หมูกิน เพื่อให้หมูมีกล้ามเนื้อ (เนื้อแดง) มากขึ้น และไขมัน (เนื้อขาว) ลดลง ซึ่งที่จริงแล้วสารเร่งเนื้อแดงเป็นยารักษาโรคหอบหืด และมีผลข้างเคียงทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เร็วขึ้น มือสั่น ใจสั่น นอนไม่หลับ และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

ด้านศากุน เอี่ยมศิลา ผู้อำนวยการกองสุขาภิบาลอาหารและน้ำ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวเกี่ยวกับภาวะอาหารในปัจจุบันเพิ่มเติมว่า การสังเกตเนื้อสัตว์ หรือผักในแบบเดิมๆนั้นอาจไม่ได้ผล โดยเฉพาะผักที่เมื่อก่อนให้เลือกผักที่มีรูเพราะจะมั่นใจได้ว่าปลอดสารพิษ แต่ตอนนี้ผู้ปลูกหรือผู้ขายอาจใช้ธูปจี้เพื่อให้ผักมีรูก็ได้ ขณะที่ฟอร์มาลินที่เจอในอาหารทะเลจะมีปริมาณมากตามระยะทางที่ขนส่ง คือถ้าอยู่ไกลก็ใส่สารฟอร์มาลินมากหน่อยเพื่อที่จะให้เนื้อคงความสดได้นาน

อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องของผู้บริโภคเองก็มีส่วนทำให้ผู้ประกอบต้องใส่สารที่เป็นอันตรายลงไป เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง คนส่วนใหญ่มักเลือกซื้อข้าวเกรียบกุ้งที่มีสีชมพู ซึ่งจริงๆ แล้วข้าวเกรียบกุ้งต้องมีสีขาว และยังยกตัวอย่างในเรื่องการรับประทานด้วยว่า คนที่มักทานอะไรที่ซ้ำซาก จำเจ มีโอกาสได้รับสารเคมีตัวเดิมประจำ ควรเปลี่ยนเมนูอาหารบ้าง และแนะให้ผู้บริโภคอย่าปล่อยปละละเลยในสิทธิ์ของตนเอง หากพบเห็นหรือรู้ว่าอาหาร ผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่ใดไม่สะอาดหรือใช้วัตถุดิบที่ไม่เหมาะสมก็ร้องเรียนสามารถร้องเรียนมา ได้ที่สายด่วนสุขภาพ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข โทร. 0-2590-2000

เท่านี้เราก็จะได้เคล็ดลับและวิธีการเลือกผักและอาหารปลอดสารพิษกันแล้ว สุขภาพดีสร้างได้ด้วยตัวเอง

ขอบคุณข้อมูล : www.manager.co.th

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ