คนเกษตรในพื้นที่ น้ำท่วม

น้ำท่วม ล่าสุด ปทุมธานี รังสิต กำลังจม นาข้าวเสียหาย

เป็นบทความที่ดีมาก ที่เขียนถึงคนเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมได้ว่า เมืองไทยมีสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะแก่การทำการเกษตร เพราะประเทศเรานั้นมีดินดี น้ำดี ถึงขนาดกินน้ำพริกแล้วล้างจานเทเศษพริกที่กินเหลือออกไปหลังบ้าน พริกก็งอกกลายเป็นต้นรอให้เก็บกินได้แล้ว แต่ประเทศไทยเองก็เจอกับบทเรียนน้ำท่วมที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ทำให้ต้องหันหลังกลับมาคิดกันใหม่ว่าจะทำอย่างไร กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ที่ย้อนกลับไปเมื่อ 40 กว่าปีมานี้เราฮือฮากันว่าเราจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่สำคัญของเอเซีย แต่สุดท้ายแล้วก็ได้แต่คว้าน้ำที่ท่วมพื้นที่อุตสาหกรรมไปเกือบค่อนประเทศ

จากความฝันตอนนั้น ประเทศไทยเองก็ตั้งใจว่าจะเป็นเหมือนประเทศเกาหลีในปัจจุบัน เรื่องนี้ก็ต้องยอมรับว่าหลายคนเห็นด้วย เพราะทำไร่ทำนา ทำกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ชาวนาไทย และเกษตรกรชาวไทยก็ยังจนอยู่กระทั่งปัจจุบัน ทางรอดเกษตรกรไทยจะมีบ้างไหม เป็นความยากจนของเกษตรกรแบบยั่งยืน จนลงทุปี แม้ว่าประเทศไทยเองเป็นประเทศที่ติดอันดับการส่งออกข้าวรายใหญ่ๆ ระดับต้นๆ ของโลกแท้ๆ เมื่อความจนของเกษตรกรมาเยือน ก็ต้องหันหน้าเข้ากรุงมาหางานทำ เพื่อเลี้ยงปากท้อง ทำอย่างไรให้มีรายได้ดีกว่า จึงผันตัวเองเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม

เลยเกิดเป็นผลกระทบอันหลากหลาย โดยเฉพาะในพื้นที่รอบๆ กรุงเทพ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยทำการเกษตรมาก่อนตั้งแต่สมัยโบราณ กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมกั้นทางน้ำ พูดง่ายๆ คือพื้นที่ที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมในปัจจุบันและในอดีต รวมไปจนถึงอนาคตนั้น เป็นพื้นที่ที่เคยทำการเกษตรส่วนใหญ่ ซึ่งจะเป็นการทำนา เพราะนาข้าวต้องการน้ำ แต่สภาพที่มีการทำโรงงานอุตสาหกรรมมาแทนที่ โรงงานที่มีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ พอเกิดน้ำท่วม จึงทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก และมีผลกระทบระยะยาว

เรื่องของการทำมาหากินเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรืออุตสาหกรรมก็จำเป็น แต่ต้องดูอีกทีว่าเรามาถูกทางแล้วหรือยัง น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกินพื้นที่หลายล้านไร่ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าถ้าคิดเป็นพื้นที่แล้ว พื้นที่ทำการเกษตรเสียหายมากกว่าโรงงานอุตสาหกรรม แต่ความเสียหายเป็นเม็ดเงินนั้น พวกอุตสาหกรรมเสียหายมากกว่าอย่างแน่นอน ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีใครคาดเดาว่าจะมีอีกไหมในปีหน้าหรือปีโน้น ที่สำคัญก็ติต้องคิดใหม่เพื่อเป็นการรับภาพที่เกิดขึ้นในระยะยาว ส่วนในระยะสั้นที่จะแก้ปัญหาทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมก็ต้องทำกันไปเพื่อความอยู่รอดของพลเมืองไทย การเกษตร อาชีพดั้งเดิมที่สูญสิ้น ทางรอดเกษตรกรไทย อยู่ ณ ที่ใด

เชื่อว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในประเทศไทย ก็สามารถที่จะทำการเกษตรได้ อาชีพหลักของพี่น้องชาวไทยแต่โบราณก็จึงเป็นการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำนา ทำสวน หรือเลี้ยงสัตว์ แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ได้มีความหวังจะแก้ปัญหาความอยากจน จึงมีแผนและนโยบายทั้งการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการเปลี่ยนสภาพจาก “สังคมเกษตร” เป็น “ภาคอุตสาหกรรม” เรียกว่าเป็นประเทศ “อุตสาหกรรมใหม่” ทิ้งขว้างหรือละเลย ไม่ให้ความสำคัญของการทำการเกษตร ชาวนาขายที่นาให้กลุ่มทุนเพื่อทำโรงงานหรือที่รวมๆตัวกันทำเป็น นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่ที่ว่านั่นก็คือบริเวณชานกรุง ชาวนาก็เลิกทำนาเพราะขายที่ได้เงินมาเป็นก้อน ลูกหลานก็เลิกทำนา เข้าหางานในกรุงเทพ กินเงินเดือน ลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรม พื้นที่ทำการเกษตรจริงๆแล้วมีการลดลงในแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง ทำไงได้ล่ะ ไม่ขายที่ก็ต้องขาย ขืนทำไร่ทำนาต่อไปก็ “อดตาย” ฝีมือการทำไร่ทำนานั้น คนไทยสุดยอดอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือราคาผลผลิตเกษตรเหล่านั้นตกต่ำและมีปัญหาทุกปี ความช่วยเหลือจากภาครัฐล้มเหลวในตัวของมันเองไม่ว่าจะเป็น การ “จำนำ” หรือ “ประกัน” อีกทั้งยังมีปัจจัยใหญ่สุดของเมืองไทย ก็คือการโกงกิน กันอย่างมากมาย

ในพื้นที่เคยทำการเกษตรที่น่าห่วงมากๆก็คือ การปลูกพืชอาหาร เราจะเป็นครัวโลก ประเทศไทยมีการส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ละปีเราทำนากันกว่า 60 ล้านไร่ คนในโลกนี้มีอยู่ 7,000 ล้านคน ซึ่งเมื่อปลายเดือนตุลาคม 54 นี้ก็มีการแจ้งว่าเด็กที่เกิดมาแล้วเป็นพลเมืองโลกเลขประจำตัวที่ 7,000 ล้าน คนจำนวนมากนี้ก็จะมีมากขึ้นทุกปี สิ่งที่ตามมาก็คือความต้องการปัจจัย 4 ก็ต้องมีมากขึ้น ในปัจจัยทั้ง 4 นี้ หนีไม่พ้นก็ต้องมาจากแหล่งการเกษตร เอาเป็นแค่อาหารอย่างเดียวก็มากมายมหาศาล คนส่วนใหญ่ก็ต้องการอาหารวันละ 3 มื้อ อาหารเหล่านี้ถ้าเป็นข้าว ก็ถือว่าโลกต้องการมาก เพราะในโลกนี้มีคนกินข้าวเป็นอาหารหลักเกือบครึ่งโลก

ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้นถ้าโลกขาดแคลนอาหาร มนุษย์ต้องการอาหารเป็นรายวัน ไม่ใช่กินวันนี้แล้วค่อยกินอีกทีเดือนหน้า ความต้องการอาหารมีมากขึ้น แต่พื้นที่ทำการเกษตรของพี่น้องชาวไทยที่เรียกตัวเองว่า ครัวโลก ก็จะหดหายไปทุกปี พื้นที่ปลูกลดลง คนทำเกษตรลดลง ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าในวันข้างหน้าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ต้องยอมรับว่าถ้าเป็นเราก็อาจต้องเปลี่ยนสถานะจากเกษตรเป็นอย่างอื่น ทำไปขาดทุนไป อยู่ไม่ได้แน่นอน พื้นที่ปลูกลดลงก็ได้แต่ต้องเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น เห็นว่าในแต่ละปีมีแต่ตัวเลขที่ว่าต้องการผลผลิตเกษตรจากต่างประเทศมากมาย แต่ราคายังตกต่ำ ชาวบ้านอยู่ไม่ได้ ต้องโทษกลไกการตลาด เรื่องที่ว่าเกษตรกรเลิกกิจการเกษตรดั่งเดิมเป็นอุตสาหกรรมนั้นก็ย่อมมีเกิดขึ้น แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด น่าจะมีการวางแผนจัดการ และกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ ถ้าจะให้ชาวนา “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” กันต่อไปก็ต้องทำอะไร(หลายๆอย่าง) พื้นที่เกษตรที่ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม โรงงาน บ้านพัก นั้น มองให้ดีจะเห็นว่ามันยากจริงๆที่จะหันกลับมาทำการเกษตรอย่างเดิม เพราะพื้นที่ดินที่ทั้งขุดทั้งถม ทำให้ทรัพยากรดินเสียหายโดยสิ้นเชิง

ทางรอดเกษตรกร ไทย อยู่หนใด กับคนเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมน้ำท่วมใครเสียใครได้ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเราภูมิประเทศที่ได้เปรียบประเทศอื่นเรามีฝนตกในรอบปีดีพอสมควร แต่ก็ไม่วายเรามีทั้งภัยน้ำท่วม และภัยแล้งก็ขึ้นทุกปีกันจนได้ ระหว่าง “ภัยแล้ง” และ “น้ำท่วม” นั้นทำความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวไทย ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ รู้สึกว่าเราจะมีน้ำมากไปในช่วงฤดูฝน จนทำให้เกิดน้ำท่วม แบบที่เรียกว่า “ท่วมทั่วไทย” เกิดขึ้น เราไม่โทษใคร แต่ที่รู้ๆกันอยู่ก็คือภาวะภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงและเรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่า “ภาวะโลกร้อน” นั่นเอง ความจริงแล้วฝนที่ตกในรอบปีของประเทศไทยทั้งประเทศไม่มากมายอะไร โดยที่นักวิชาการบอกว่าไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรเสียด้วยซ้ำไป มีการวิเคราะห์จากนักวิชาการว่าจะปลูกพืชบางชนิดไม่ได้ในเขตโน้นเขตนี้เพราะน้ำฝนไม่พอ แต่เป็นไงล่ะ เกิดน้ำท่วมกินพื้นที่อย่างกว้างขวางอย่างนี้จะเอาอย่างไงกัน

น้ำท่วมปี 54 นี้ถือเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ที่คนสนใจมาก เพราะเป็นพื้นที่ภาคกลางตั้งแต่ปากน้ำโพลงไป ถึงกรุงเทพ พื้นที่ที่เสียหายเป็นล้านไร่ ก็เป็นพื้นทีเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ในพื้นที่นี้เป็นเขตทำนาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวนาจะมี “ประสบการณ์” เป็นอย่างดี ชาวนาจะปลูกข้าวในฤดูกาลที่รอดพ้นจากน้ำหลากในปลายเดือนตุลาคม น้ำท่วมครั้งนี้ก็จากฝนตกหนัก และการบริหารน้ำจากเขื่อนไม่ทันการณ์ น้ำท่วมขังยาวนาน สิ่งที่เกิดขึ้นในชาวงเวลาน้ำกำลังท่วมอยู่ และหลังน้ำลดมีมากมาย

ในช่วงเวลาที่น้ำเข้าท่วมพื้นที่เกษตรนั้น สิ่งแรกที่ปรากฏก็คือพืชปลูกหลายชนิดตายโดยเฉพาะข้าที่น้ำท่วมมิดยอด ถ้าท่วม 2-3 วันก็น่าจะรอด แต่นี่ท่วมเป็นเดือน ก็ต้องตาย100 % ส่วนพวกไม้ยืนต้น พวกสวนผลไม้ต่างๆ ก็น่าจะเสียหายหนัก เพราะช่วงเวลาการท่วมยาวนาน

ชาวนาที่ข้าวเสียหายนั้น คาดว่าน่าจะมีระดับเป็นล้านไร่ ความหวังของนักปลูกข้าวเป็นอาชีพจะสูญสิ้นในทันที คงไม่มีข้าวไปจำนำกับเขาหรอก ปีนี้ไม่มีเงิน แถมมีหนี้เกิดขึ้นมาทุกครัวเรือน ความหวังที่อาจเป็นไปได้อย่างเดียวก็คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ทีนี้กลับมาดูว่าภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการท่วมน้ำยาวนานและกว้างขวางครั้งนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้น น้ำที่ท่วมจะทำให้ระบบสมดุลธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเป็นในแนวทางที่เกิดและโยชน์และทำความเสียหายได้ หนูในท้องไร่ท้องนา ไม่รู้ว่าจะไปพักพิงที่ไหน เพราะน้ำท่วมหมด หนูนาที่เคยเป็นศัตรูของชาวนาก็อาจเปลี่ยนไป คงต้องใช้เวลาสักพักเพื่อที่ว่าตัวที่รอดมาทำการเร่งขยายพันธุ์ ส่วนหนูที่ว่ารอดนั้นก็คงมีความสามารถพิเศษที่จะหาแหล่งที่อยู่อาศัย หรือเรียกว่า “ศูนย์พักพิง” ชั่วคราว แต่ถามว่าต้องอยู่ในศูนย์พักพิงนี้จะเอาอะไรมากิน พืชผลการเกษตรเสียหายหมด เชื่อว่าศูนย์พักพิงก็คงเป็นที่เป็น เกาะ หรือ ต้นไม้บางแห่งที่น้ำไม่ท่วม แต่อยู่นานไม่ได้ไม่มีการสนับสนุนเรื่องอาหารการกินเหมือนศูนย์พักพิงของคนในกรุงเทพ ความเปลี่ยนแปลงของจำนวนประชาการหนูน่าติดตามว่าจะลดลงมากน้อยเพียงใด

การท่วมยาวนานและกว้างขวางครั้งนี้ น่าจะมีผลต่อศัตรูพืชหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นแมลง โรค หรือแม้แต่วัชพืช จะมีศัตรูพืชบางชนิดลดลง และก็อาจมีบางชนิดเพิ่มขึ้น เมล็ดวัชพืชที่ไม่ทนอยู่ในน้ำก็อาจลดจำนวนลงในฤดูกาลต่อไป ส่วนพวกทนน้ำก็คงอาศัยช่วงชุลมุนพักตัวแล้วค่อยว่ากันใหม่ตอนน้ำลด จุลินทรีย์ในดินหลายชนิดทั้งที่เป็นประโยชน์และมีโทษต่อการเกษตรก็ต้องปรับตัว พวกไม่ต้องการอากาศก็อยู่ต่อไปได้ ส่วนพวกที่ต้องการอากาศต้องออกซิเจนก็ลำบากหน่อย ที่น่าจับตาอีอย่างหนึ่งก็คือความอุดมสมบูรณ์ของดิน คุณสมบัติของดินหลังน้ำลด เกษตรกรคงต้องจัดการให้ถูกต้องต่อไป

สำหรับโรงานอุตสาหกรรม หรือที่อยู่อาศัยนั้น พูดเลยว่าจะได้รับความเสียหายโดยตรงแบบ “เฉียบพลัน” ขณะน้ำท่วม และเมื่อน้ำลดก็ต้องทีการฟื้นฟูอย่างมาก การย้ายออกไปทำอุตสาหกรรมก็คงมีบ้างสำหรับโรงงานที่ย้ายได้ ส่วนพวกที่ย้ายไม่ได้ ก็คงต้อง “อยู่ต่อไป” จะเสี่ยงต่อในพื้นที่เดิมก็ต้องหาแนวทางป้องกันให้เต็มร้อย ตัวใครตัวมันล่ะคราวนี้ มีใครกล้ารับประกันไหมว่าในปีหน้าและปีต่อๆไปจะไม่เกิดขึ้นอีก พวกที่หาทางย้ายบ้านย้ายโรงงานก็คงต้องหาพื้นใหม่ที่ไม่มีวันท่วมอย่างนี้อีกต่อไป

การเกษตรที่ทำกันมานั้นทางเลือกใหม่ว่าจะย้ายถิ่นย้ายที่คงเป็นไปไม่ได้ ส่วนจะมีการนำไปทำบ้าน ทำโรงงานก็คงไม่ต้องเป็นห่วงเพราะภัยครั้งนี้ ทำให้คนที่คิดจะซื้อที่นาไปทำอย่างอื่นคงหยุดไปอีกนาน เกษตรกรเองก็คงต้องหาแนวทางการทำนาที่หลีกช่วงเวลาวิกฤติให้ได้ ความจริงน้ำ นั้นเป็นสิ่งที่ต้องการของพืชและคน เพียงแต่ว่าต้องมีการจัดการที่ดี ในช่วงเวลาที่ดีเท่านั้น เชื่อเถอะ หลังจากนี้อีกซักพักก็จะมีข่าวเรื่องภัยแล้งเกิดขึ้น แล้วก็ใช้งบประมาณจากภาษีพวกเราไปแก้ไข น้ำท่วมเสร็จ ก็น้ำแล้ง น้ำแล้งเสร็จก็น้ำท่วม จะท่วมจะแล้ง ก็จะมีพวก “แร้ง” มากินกันอย่างเป็นทางการอย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองดู

ที่มา kasetcity.com โดย ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์ / kasetorganics.org

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ