ข้าวสังข์หยด ที่ กระบี่ ไร้ปัญหาน้ำเค็ม

ข้าวสังข์หยด ปลูกในที่นาน้ำเค็ม กระบี่

จังหวัดกระบี่เองนั้น ก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิ และน้ำท่วมมากเมื่อต้นปี 54 นี้เอง และถึงแม้ว่าภัยต่างๆ จะผ่านล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ยังหลงเหลือไว้สำหรับภัย Tsunami นั่นก็คือ ปัญหาน้ำเค็ม ลุกล้ำพื้นที่นาข้าวของเกษตรกร เฉพาะในพื้นที่ตำบลคลองประสงค์เอง ที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางเมืองกระบี่

ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถปลูกข้าวได้ทุกฤดูการผลิต ส่วนใหญ่จะปลูกได้ปีละครั้งเท่านั้น ซึ่งการปลูกข้าวของชาวตำบลคลองประสงค์จะเป็นลักษณะปลูกไว้บริโภคในครัวเรือน ถ้าเหลือจึงจะขาย สำหรับพันธุ์ข้าวที่นี่จะเน้นปลูกข้าวสังข์หยด ที่นำมาจากพัทลุง แต่ด้วยความที่ดินมีความเค็มจัดจึงได้รสชาติที่แตกต่างจากแหล่งกำเนิด จนเป็นที่ติดอกติดใจผู้ที่เคยลิ้มลองจนกระทั่งไม่พอขาย ดังนั้น ปัญหาน้ำเค็มจึงเป็นปัญหาที่เกษตรกรกังวลมากที่สุด โดยเฉพาะเวลาน้ำเค็มท่วมที่นาก็ต้องหยุดปลูกข้าวไป 4 ปี ทำให้บนเกาะแห่งนี้มีนาร้างจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

ข้าวสังข์หยด ปลูกในที่นาน้ำเค็ม กระบี่

ข้าวสังข์หยด บ้านเกาะกลาง กระบี่

บ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลที่อยู่ในตัวเมือง เพียงแค่นั่งเรือข้ามฟากไป 5 นาทีก็ถึงแล้ว ชาวบ้านที่นี่มีอาชีพทำการประมงและทำนาเป็นหลัก 10 กว่าปีที่ผ่านมา ต้องประสบปัญหาในเรื่องพื้นที่นาหลายร้อยไร่ถูกน้ำเค็มจนไม่สามารถปลูกข้าวได้ ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ต้องหาซื้อข้าวสารกินแทนและด้วยพื้นที่เป็นเกาะทำให้การสัญจรไปมาลำบาก สภาพถนนหนทางเป็นทางแคบๆ จึงใช้ได้แค่รถมอเตอร์ไซด์ ของซื้อจากตัวเมืองจึงมีค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูง

เหตุนี้กรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเข้าไปช่วยเหลือโดยการก่อสร้างแนวคันกั้นน้ำเค็ม ระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ซึ่งได้สร้างเสร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว ทำให้ปีที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านสามารถปลูกข้าวในพื้นที่นาที่ถูกทิ้งร้างได้เป็นบางส่วนแล้ว แต่นับจากนี้ที่นาร้างกำลังจะได้รับการพัฒนาพลิกฟื้นให้กลับมาปลูกข้าวได้อีกครั้ง เพราะกรมพัฒนาที่ดินโดยการนำของนายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือโดยการจัดสรรงบประมาณกว่า 1.5 ล้านบาท ทำคันกั้นน้ำเค็ม ทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้มากขึ้น

ข้าวสังข์หยด ปลูกในที่นาน้ำเค็ม กระบี่

นายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวมุสลิม ร้อยละ 90 ส่วนใหญ่ทำการประมง ทำนา และตอนนี้ทางกรมฯ จะส่งเสริมให้ปลูกผักเพิ่มขึ้นด้วยเพื่อส่งขายในตัวเมืองกระบี่ สำหรับปลา กุ้ง หอยที่ชาวบ้านจับมาได้นั้น ส่วนหนึ่งจะเก็บไว้บริโภค และอีกส่วนจะส่งเสริมให้สามารถออกขายสู่ตลาดที่กว้างกว่านี้ให้ได้

สำหรับจุดประสงค์หลักที่จะเข้ามาช่วยเหลือและส่งเสริมนั้น ข้อสำคัญที่สุดจะต้องรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นที่เอาไว้ โครงสร้างพื้นฐานก็คือไม่อยากให้นำรถใหญ่เข้ามาวิ่ง ให้ใช้แค่มอเตอร์ไซด์ และต่อไปจะสร้างที่นี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วย โดยคนที่ต้องการมาเที่ยวที่กระบี่แล้วอยากมาเยี่ยมชมตำบลคลองประสงค์นั้น เพียงแค่นั่งเรือข้ามเกาะมาแค่ 5 นาที ก็ได้มาชมวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่แล้ว

พื้นที่ ต.คลองประสงค์ มีพื้นที่ที่สามารถปลูกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 700 ไร่ แต่ปัจจุบันไม่สามารถใช้พื้นที่ได้ทั้งหมด เพราะติดปัญหาน้ำเค็มท่วมที่นา ดังนั้น กรมฯ มีความตั้งใจว่าจะพัฒนาให้เป็นเมืองแห่งการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะนอกจากปัญหาน้ำเค็มท่วมที่นาแล้ว ลักษณะดินในพื้นที่ค่อนข้างเป็นดินกรด ดินเปรี้ยวค่อนข้างจัด บางแห่งเป็นดินเค็มปนเปรี้ยว ซึ่งกรมฯ ได้จัดทำคันกั้นน้ำเค็มไม่ให้น้ำทะเลท่วมเข้ามาในแปลงนาได้ จากนั้นจะค่อยทำการปรับปรุงบำรุงดินด้วยโดโลไมค์ หรือปูนมาร์ล เพื่อปรับความเป็นกรดของดิน นอกจากนี้จะสอนให้ทำปุ๋ยหมักจากขี้ค้างคาว หินฟอสเฟตใช้แทนฟอสฟอรัส ใช้หอยเชอร์รี่ เศษปลาทำน้ำหมักชีวภาพ มีไนไตรเจนสูงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ และต่อไปจะขอความร่วมมือจากชาวบ้านให้ปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง โดยกรมจะให้เมล็ดพันธุ์ แต่ต่อไปเกษตรกรต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดไว้ใช้เอง จะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมี ซึ่งวิธีต่างๆ เหล่านี้จะทำให้ได้ผลผลิตข้าวในปีแรกไม่น้อยกว่า 40 ถังต่อไร่

ส่วนเรื่องข้าวที่ปลูกบนเกาะนั้น ในเรื่องของพันธุ์ข้าวนั้น ทางกรมฯ จะส่งเสริมให้ปลูกพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจากว่าทางภาคใต้จะนิยมบริโภคข้าวแข็งมากกว่า และจะนำข้าวพันธุ์ชัยนาท ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวแข็งเหมือนกัน แต่ให้ผลผลิตสูงมาปลูกเสริมด้วย คาดว่าข้าวพันธุ์ชัยนาทนั้นเมื่อมาปลูกที่นี่น่าจะให้ผลผลิตได้ถึง 70 ถังต่อไร่ สำหรับการปลูกในพื้นที่ที่เป็นดินเปรี้ยว นอกจากนั้นจะนำพันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 ซึ่งเป็นหอมมะลิ ไม่ไวแสง มาให้ชาวบ้านลองปลูกเพื่อไว้บริโภคอีกด้วย

โดยได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทำปุ๋ยอินทรีย์ด้วยเพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งชาวบ้านร้อยละ 95 ให้ความร่วมมือดีมาก และหลังจากทำเขื่อนกั้นน้ำเค็มเสร็จแล้ว ก็จะแก้ปัญหาในเรื่องการปรับดินโดยจะใช้โคโลไมต์ในการปรับปรุงดิน ส่วนดินที่เป็นกรด ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ก็จะใช้ยิปซัมในการปรับดิน ซึ่งภายในหนึ่งปีก็จะเห็นผล และจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ในปีที่สองและสาม ส่วนการทำปุ๋ยก็จะให้ใช้วัสดุในพื้นที่ เช่น ขี้ค้างคาว หินฟอสเฟต หอยเชอรี่ หรือเศษปลาเน่านำมาหมักเป็นปุ๋ย อย่างน้ำหมักชีวภาพนั้นก็ทำมาจากเศษปลา เพราะว่ามีไนโตรเจนสูง ใช้รดผักให้งอกงาม เพราะน้ำหมักชีวภาพตัวนี้มีฮอร์โมนหลายชนิดที่ช่วยในการแตกราก แตกยอด ซึ่งในปุ๋ยเคมีไม่มีคุณสมบัติแบบนี้

ข้าวสังข์หยด กระบี่

สำหรับพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรปลูกอยู่ในขณะนี้จะเป็นข้าวพันธุ์สังข์หยด เป็นพันธุ์พื้นเมือง ลักษณะข้าวจะแข็งคนภาคใต้นิยมรับประทาน แต่เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตไม่สูงมาก ซึ่งกรมฯ จะนำเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยเพิ่มผลผลิต พร้อมกันนี้จะส่งเสริมให้ปลูกข้าวพันธุ์อื่นที่ให้ผลผลิตสูงร่วมด้วย เช่น พันธุ์ชัยนาท ซึ่งเป็นข้าวแข็งแต่ให้ผลผลิตสูง คาดว่าถ้าปลูกในพื้นที่เดินเปรี้ยวเช่นนี้จะได้ผลผลิตอย่างต่ำก็ 70 ถังต่อไร่ จะทำให้ชาวบ้านมีข้าวบริโภคอย่างเพียงพอและเหลือขายสร้างรายได้เสริมอีกด้วย ส่วนพื้นที่ดอนนั้นจะส่งเสริมให้ปลูกพืชผักอินทรีย์สำหรับบริโภคเองและจำหน่ายในตัวเมืองกระบี่ เป็นการใช้วิถีชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

นายประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มชาวนาคลองประสงค์ เล่าว่ากลุ่มชาวนาคลองประสงค์เริ่มก่อตั้งเมื่อประมาณปี 2545 มีสมาชิกเริ่มแรก 40 คน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 70 คน รวมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 700 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้พื้นที่ประมาณ 300 ไร่ มีปัญหาเรื่องน้ำเค็มท่วมถึง ส่งผลให้ทำนาไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร แต่เดิมคลองประสงค์มีพื้นที่การทำนาค่อนข้างมาก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางรอบนอกติดกับน้ำ แต่หลังจากเหตุการณ์สึนามิที่ผ่านมานั้น ทำให้ระดับน้ำทะเลไม่คงที่ และเพิ่มระดับความสูงมากขึ้นจนท่วมพื้นที่นาข้าวรอบนอก หากปีไหนของฤดูการทำนาเกิดน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงจนเอ่อล้นท่วมแปลงนา ผลผลิตข้าวจะเสียหายทั้งหมดจะไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปตามๆ กัน แต่ปัญหาในส่วนนี้กำลังจะได้รับการแก้ไขจากทางกรมพัฒนาที่ดินในเร็วๆ นี้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกดีใจและโล่งใจมากขึ้น ต่อจากนี้อาชีพการทำนาในคลองประสงค์คงจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

เค้ายังบอกอีกว่าสำหรับดินที่ดินกรดจัด ดินเด็ม ดินเปรี้ยวนั้น แนะนำให้เกษตรกรปรับดินด้วยการหว่านปูนโคโลไมต์ในแปลงนา ด้วยอัตราส่วนไร่ละ 1 ตัน ทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ก่อนการไถปรับหน้าดิน ซึ่งการหว่านปูนโคโลไมต์ 1 ครั้ง จะอยู่ได้นาน 3-4 ปี และหลังจากไถดะและไถแปรแล้ว ให้ผสมปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเข้มข้นในอัตราส่วน 5 ลิตรต่อน้ำ 500 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงนาในอัตราไร่ละ 2,500 ลิตร ปล่อยทิ้งไว้ 15 วัน เพื่อย่อยสลายวัชพืชให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน จากการปรับสภาพดินดังกล่าว ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งปลูกข้าวพันธุ์สังข์หยดเพื่อจำหน่ายได้ผลผลิตไร่ละ 50-60 ถัง จากที่เมื่อก่อนไม่ได้ผลผลิตเลย

ข้าวสังข์หยด ปลูกในที่นาน้ำเค็ม กระบี่

อย่างน้อยๆ ก็มีพื้นที่ปลูกข้าวมากขึ้นมาอีก 300 ไร่ ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการของคนในพื้นที่ และผู้บริโภคที่ขณะนี้มีความต้องการข้าวสังข์หยดมากขึ้นทุกขณะ เพราะเขาบอกว่าติดใจในรสชาติอร่อยและข้าวนิ่มกว่าพันธุ์ที่ปลูกในพัทลุง ที่สำคัญผลผลิตจากคลองประสงค์ทุกชนิดปราศจากสารเคมีอย่างแน่นอน ผู้บริโภคจึงเกิดความไว้วางใจและมีปริมาณความต้องการอย่างมาก และที่อยากจะฝากถึงผู้บริโภคที่ต้องการซื้อข้าวสังข์หยดของคลองประสงค์ ควรจะซื้อผ่านทางกลุ่มชาวนาคลองประสงค์ เนื่องจากจะผ่านการรับรองคุณภาพ ทั้งอร่อย คุ้มค่าและปลอดภัยอย่างแน่นอน ซึ่งประธานกลุ่มชาวนาคลองประสงค์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าใครได้ไปจังหวัดกระบี่ ขอแนะนำให้ลองนั่งเรือข้ามฝั่งมายังเกาะกลางเมือง ต.คลองประสงค์ รับรองว่าท่านจะได้พบกับวิถีชีวิตของชาวคลองประสงค์ที่ยังคงใช้ชีวิตแบบพื้นบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ซ่อนตัวอยู่ใจกลางเมืองท่องเที่ยวแห่งท้องทะเลอันดามัน

ข้าวสังข์หยดของกลุ่มชาวนาตำบลคลองประสงค์นั้น ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยวิธีการปลูกที่ปลูกในพื้นที่เกาะกลางทะเลและจากสภาพพื้นที่เป็นที่ที่มีน้ำเค็มท่วมถึง ทำให้มีสภาพเป็นดินเค็มคล้ายๆ กับพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ ทำให้มีรสชาติดี หอม นุ่ม เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวางขายในตลาด

ผู้บริโภคที่สนใจอยากลิ้มลองรสชาติข้าวคุณภาพดีแบบนี้ได้ ก็ต้องสั่งโดยตรงจากกลุ่มเท่านั้น ในราคากิโลกรัมละ 50 บาท ซึ่งทางกลุ่มบอกว่าหากคันกั้นน้ำทะเลเสร็จเมื่อไหร่ คาดว่าจะได้ขยายพื้นที่ในการปลูกให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ