กิน อยู่ ใช้ ให้พอเพียง

กิน อยู่ ใช้ ให้พอเพียง

น้อยคนนักที่จะรู้จัก ศ.ดร.อมาตยา เซน แต่นักเกษตรพอเพียงต้องรู้จักกันดี เนื่องด้วยศาสตราจารย์ชาวอินเดียท่านนี้ บอกไว้ว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นการใช้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำรวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์

ศ.ดร.อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในยุคเงินเฟ้อที่อาหารการกินแพง จนน่าใจหายแบบนี้ จนขนาดที่ใครหลายคนบ่นว่า แพงทั้งแผ่นดิน โดยมีกาตูนล้อการเมืองได้เขียนขึ้นแบบขำๆ ทำนองว่า ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้เพิ่งจะมีโอกาสได้กินของแพงก็คราวนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงของแพงที่ว่า ก็คืออาหารปกติไม่ได้เลิศหรูแต่อย่างใด…

และหากชีวิตต่อไปจะเป็นเช่นนั้น แล้วเราจะใช้ชีวิตกันอย่างไรให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่อย่างมีความสุข ซึ่งก็มีตัวอย่างวนเวียนมาให้เห็นมากมาย อยู่ที่ว่า เราได้หยิบเอาเรื่องราวเหล่านี้มาใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ เหมือนเช่นหลายคนที่เคยบอกกล่าวเล่าการใช้ชีวิตพอเพียงและเป็นตัวอย่างที่ดีในหลายพื้นที่

เศรษฐกิจพอเพียงจากกรุงเทพธุรกิจ ได้เอ่ยถึงการกินอยู่ใช้ สไตล์พอเพียงของ กำพล กาหลง ที่เป็นลูกชาวไร่ชาวสวนขนานแท้ แต่ก็อยู่ในระดับของชนชั้นกลวงทั่วไป คือเป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ไม่อยากเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบคนเมือง จึงตัดสินใจกลับจังหวัดอุทัยธานี เพื่อเริ่มต้นชีวิตพอเพียง ทำการเกษตรปลอดสารพิษ โดยใช้ขี้ไก่หว่านเป็นปุ๋ย เมื่อทำนาเสร็จก็ไม่ยอมเผาฟางทิ้งเหมือนชาวบ้านคนอื่น แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการโดยการผันน้ำเข้านา ให้หญ้าให้ฟางเน่าเป็นปุ๋ย จากนั้นเพาะกล้าเอามาโยนในนา (การปลูกข้าวด้วยการโยนกล้า) แบบดั้งเดิม มีความเพียรพยายาม จนพ่อแม่ยอมรับวิถีตามแนวทางเกษตรพอเพียง

เมื่อไม่ต้องซื้อข้าวกินชีวิตก็เริ่มสบาย เขาเริ่มปลูกข้าวหอมมะลิ หอมนิล ปลูกพืชที่แปรรูปได้ อย่างอ้อยที่สามารถนำมาทำน้ำตาล เผือก มัน และถั่ว แทนพืชเศรษฐกิจ ในไร่ดินดีใจที่มีเนื้อที่ไม่ถึง 10 ไร่ ครอบครัวก็มีความสุขมากขึ้น โดยการค่อยเป็นค่อยไป ค่อยพัฒนาไปเรื่อยๆ จนได้ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ กว่าจะทำการเกษตรแบบธรรมชาติตามแบบที่ตัวเองได้เรียนรู้สำเร็จ ก็ต้องใช้เวลานานพอควรในการแก้กับปัญหาเรื่องความเข้าใจของชุมชนและครอบครัว

นคร ลิมปคุปตาถาวร หรือที่หลายคนเรียกเค้าว่า เจ้าชายผัก มีกิจกรรมชักชวนให้คนเมืองปลูกผักกินเองอยู่เรื่อยๆ โดยเขาบอกว่า ผักอินทรีย์มีเส้นใยอาหารมากกว่า ควรหันมาปลูกผักกินเอง ปลูกในเข่ง ในถ้วย ในกระถาง ในกระป๋อง ใส่รถเข็น บนดาดฟ้า ในตู้ปลา ในแก้วก็ได้ บางคนปลูกผักด้วยความสนุกสนานแม้กระทั่งบ้านไม่มีแดด ก็มีวิธีปลูกผักได้โดยสำคัญคือการทำให้ดินมีชีวิต

กิน อยู่ ใช้ ให้พอเพียง

ไม่ต่างจาก คมสัน หุตะแพทย์ มูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ไม่อยากให้ใครมากำหนดทางเลือกในชีวิตของตนเอง โดยการปฏิวัติตัวเองหันมาปลูกผักสวนครัวในบ้าน จากนั้นทดลองปลูกพืชอื่นๆ และปัจจุบันก็ปลูกผักบนหลังคาบ้าน ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้คือชีวิตนั้น ต้องทำปัจจัยสี่ให้ได้ เพื่อสองตอบตามความจำเป็น เมื่อมีเวลาเหลือก็พัฒนาศักยภาพที่แต่ละคนมี เพื่อประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย หากว่าเรากลัวอาหารปนเปื้อน กลัวการเป็นมะเร็งจากสารพิษ ก็ต้องหันมาปลูกเอง ชีวิตนี้ต้องรู้ว่าเกินมาเพื่ออะไร

อีกหลายๆ ท่านที่ใช้ชีวิต กิน อยู่ ใช้ สไตล์เศรษฐกิจพอเพียง ด้วยน้ำพักน้ำแรง ลองหาอ่านดูได้ที่…

อ้างอิงจาก กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์จุดประกาย 10 พ.ค.55

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ