ระบบการเกษตร แบบยั่งยืน

นาข้าวอินทรีย์ การปลูกข้าวออแกนิค เกษตรอินทรีย์ เกษตรออแกนิค

ความสำคัญของการเพาะเลี้ยง บ่มเพาะเกษตรกรให้เป็นไปในแบบทำการเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนและใส่ใจในด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับความสำนึกรักษ์ในถิ่นฐานบ้านเกิดนั้น อาจทำได้ยากในหลายท้องถิ่นเนื่องจากปัจจัยสิ่งแวดล้อมทางสังคมและรายได้เป็นกระแสหลัก จึงเป็นที่มาของเนื้อหานี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านโดยเฉพาะ

รูปแบบของระบบการเกษตรแบบยั่งยืน

หลักการชองระบบการเกษตรแบบยั่งยืนทั้ง 5 รูปแบบ คือ วนเกษตร เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฏีใหม่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ รวมทั้งการประมงชายฝั่งพื้นบ้าน สามารถสรุปเปรียบเทียบในประเด็นสำคัญต่างๆ คือ หลักการของระบบเกษตรแบบยั่งยืน ประกอบด้วย 5 รูปแบบง่ายๆ คือ วนเกษตร, เกษตรผสมผสาน, เกษตรทฤษฏีใหม่, เกษตรอินทรีย์, เกษตรธรรมชาติ ซึ่งอาจเคยได้ลงไว้แล้วแต่จะทบทวนอีกครั้ง

บทความนี้จากการเรียบเรียงใหม่ จากต้นฉบับหลายๆ แห่ง ถูกรวบรวมไว้ในเนื้อหาสำคัญภายใต้หัวข้อ ระบบการเกษตร แบบยั่งยืน ที่มาจาก www.kasetorganic.com เท่านั้น

นาข้าวอินทรีย์ การปลูกข้าวออแกนิค เกษตรอินทรีย์ เกษตรออแกนิค

วนเกษตร หรือ Agroforestry เป็นระบบการใช้ที่ดินเพื่อดำรงกิจกรรมการเกษตรต่างๆ ระหว่างต้นไม้ในพื้นที่ป่าระหว่างหรือไม้ยืนต้นที่ปลูกขึ้น โดยที่การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์จะต้องมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน และเกื้ลกูลกับระบบนิเวศป่าไม้ในท้องถิ่น มาจากสาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า ที่ถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย การบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรกรรม เมื่อมีการขยายตัวของการทำเกษตรกระหลักอย่างแพร่หลาย การผลิตเพื่อการค้า ทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างกว้างขวางส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติตามมาทั้งทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรดินและน้ำ ทางออกในการรักษาหรือเพิ่มพื้นที่ป่าเอาไว้ คือ การกระทำระบบวนเกษตร (Agroforestry ) ระบบวนเกษตร จึงนับว่าเป็นรูปแบบเกษตรแบบยั่งยืนอย่างหนึ่ง เนื่องจากเป็นการผลิตทางการเกษตรที่ถือเอาความสมดุลกับระบบนิเวศในพื้นที่ป่าไม้เป็นหลัก

คลองด่าน

การพัฒนา วนเกษตร ในประเทศไทย คาดว่าน่าจะมีการพัฒนารูปแบบมาจากประเทศพม่า โดยเรียกว่า ระบบการผลิตแบบ ตองยา คือการปลูกพืชหรือทำไร่ระหว่างต้นไม้ ต่อมาได้มีการนำมาใช้ในประเทศไทยแต่ก็ไม่แพร่หลายนัก เพราะวิธีนี้ชาวไร่ปลูกพืชเกษตรได้เพียงระยะเวลาอันสั้น นำไปสู่การบุกรุกแผ้วถางป่า ในระยะหลังกรมป่าไม้ดำเนินการปลูกสวนป่าเองมิได้อาศัยการปลูกแบบตองยาอีกต่อไป กระทั่งปี พ.ศ. 2510 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้ทำการแก้ปัญหาการทำเลื่อนลอย เรียกว่า ระบบหมู่บ้านป่าไม้ (Forest-vilage) เป็นการนำระบบปลูกป่าแบบตองยามาปรับปรุง ตลอดจนจ้างแรงงานในครอบครัวในการปลูกป่า หรือทำอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับไม้ เรียกวิธีการนี้ว่า ระบบตองยาประยุกต์( Modified taungya system ) การจนถึงปี พ.ศ. 2522 กรมป่าไม้ได้จัดตั้งกองอนุรักษ์ต้นน้ำและกองจัดการที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและได้เริ่มนำวนเกษตรมาใช้กับ ชาวไทยภูเขา และชาวไทยพื้นราบในลักษณะหมู่บ้าน โดยกองอนุรักษ์ต้นน้ำดำเนินการเฉพาะบนภูเขาในภาคเหนือตอนบน กองอนุรักษ์ต้นน้ำวนเกษตรที่สูงที่ทำงานในลักษณะส่งเสริมและพัฒนาชาวเขาในรูปแบบการเพาะปลูกแบบวนเกษตร การจัดการที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ มีโครงการทดลองปลูกป่าสมบูรณ์แบบภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นที่ป่าเขาหลวง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา วนเกษตรมีหลายระบบแยกย่อยออกไปหลายแบบแตกต่างกันไป ในทีนี้จะพูดในเชิงกว้าง

เกษตรผสมผสาน หรือ Integrated Farming แนวคิดในการที่หาระบบการผลิตในไร่นา ที่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก เพื่อลดความเสี่ยงจากการผลิต ลดการพึ่งพิงเงินทุน ปัจจัยการผลิตและอาหารจากภายนอก เศษพืชและมูลสัตว์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกิจกรรมการผลิต ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในไร่นาและทำให้ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น เป็นระบบการเกษตรที่มีการปลูกพืชและหรือมีการเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ในพื้นที่เดียวกัน โดยที่กิจกรรมแต่ละชนิด จะต้องเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในไร่นา เช่น ดิน น้ำ แสงแดด อย่างเหมาะสมเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีความสมดุลของสภาพแวดล้อมและเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีที่มาจากการทำเกษตรกระแสหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือการผลิตสินค้า เกษตรชนิดเดียว เกิดปัญหาหลายๆ ด้าน เช่นว่า รายได้ของครัวเรือนไม่มีเสถียรภาพ, เศษวัสดุจากพืชและมูลสัตว์ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์, การผลิตสินค้าเดี่ยวบางชนิดใช้เงินลงทุนมาก, ครัวเรือนต้องพึ่งพิงอาหารจากภายนอก หลักๆ แล้ว เกษตรผสมผสานคือการมุ่งเน้นครัวเรือนและพื้นที่เกษตรขนาดย่อม นอกจากนี้ยังมี การเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอิสระในการดำรงชีวิต

เกษตรพอเพียง เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน

หลักการและเหตุผลของการเกษตรผสมผสานนั้นมีแยกย่อยหลายแบบในด้านต่างๆ ที่เห็นชัดคือด้านเทคนิคและการจัดการไร่นานั้น เกษตรผสมผสานให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้าง ความหลากหลายของพืช สัตว์ และทรัพยากรชีวภาพ การใช้ประโยชน์เกื้อกูลกันระหว่างกิจกรรม การใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก การใช้วัสดุหรือพืชคลุมดิน การปลูกพืชหลายระดับ มีแหล่งน้ำในไร่นาซึ่งจะไม่เน้นหนักว่าต้องมีการปฏิบัติ เช่นสามารถใช้พืชคลุมดิน ไถพรวนดิน หรือปุ๋ยเคมีก็ได้

การพัฒนารูปแบบ เกษตรผสมผสาน ในประเทศไทย มีการทำการเกษตรแบบผสมผสานมานานแล้ว จากรูปแบบการผลิตที่ง่ายๆเช่นการเลี้ยงปลาในนาข้าว และหลังจากที่หน่วยงานของรัฐเข้ามามีบทบาทในด้านการส่งเสริมและวิจัยมากขึ้น รูปแบบการผลิตจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการผสมผสานระหว่างพืช สัตว์และปลา โดยมีรูปแบบการผลิตและปัจจัยในการกำหนดรูปแบบหลายประการ ในทีนี้จะพูดในเชิงกว้าง ไม่ได้ลงในรายละเอียดมากนัก

เกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ New Theory Agriculture นับได้ว่าเป็นระบบเกษตรที่เน้นการจัดสรรทรัพยากรน้ำในไร่นา เพื่อสร้างผลผลิตอาหารที่พอเพียงและเพื่อการผลิตที่หลากหลาย สำหรับเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงแก่ครัวเรือนเกษตรกร ตลอดจนเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน และขาดแคลนทรัพยากรให้บรรเทาลง จนกระทั่งพัฒนาถึงขั้นที่เกษตรกร สามารถพึ่งตนเองได้ โดยที่มาของรูปแบบการเกษตรทฤษฎีใหม่ นั้น เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับน้ำและอาหารที่เป็นปัญหาหลัก การเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เป็นแนวการบริหารงานพัฒนาการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำรีขึ้น ซึ่งภาครัฐและเอกชนได้ยึดหลักการในการพัฒนาต่อๆ มา โดยเน้นความมั่นคงทางด้านอาหาร การจัดการทรัพย์ยากรแหล่งน้ำ และความมั่นคงทางรายได้ โดยใช้พื่นที่ในระดับปานกลาง

การทำเกษตรทฤษฎีใหม่

การพัฒนา เกษตรทฤษฎีใหม่ ในประเทศไทย จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัย ต.เขาดินพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี โดยมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร) กรมวิชาการเกษตร และหน่วยราชการอื่นๆ และมีวัดมงคลชัยพัฒนาเป็นแกนกลางในการประสานงานพัฒนา และได้เริ่มทำการจัดแบ่งพื้นที่เพื่อทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เริ่มต้นดำเนินการในปี 2532 โดยใช้เป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาและพัฒนารูปแบบการเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายหลังจากที่ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ สามารถพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ให้เพิ่มขึ้น โดยมีต้นทุนลดลง ทั้งยังมีการผลิตอาหารในไร่นาเพื่อใช้ในครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น จึงได้มีการขยายผลสู่พื้นที่ในไร่นาของเกษตรกรรอบโครงการ และเกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ต่อจากนั้นในปี 2536 ได้มีการดำเนินการอีก 1 โครงการ คือ ที่บ้านแตนสามัคคี ต.คุ้มเก่า อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์

นอกจากนี้ เกษตรทฤษฎีใหม่ ยังรวมไปถึงการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นครัวเรือนเกษตรกร ที่มีพื้นที่ถือครอง 10-15 ไร่ อย่างไรก็ดีกลุ่มเกษตรที่มีที่ดินทำกินน้อยกว่า 10 ไร่รวมถึงเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน ยังมิใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของการเกษตรทฤษฎีใหม่ ความท้าทายของการพัฒนาการเกษตรและการพัฒนาชนบทในอนาคตคือ การพยายามปรับปรุงหรือดัดแปลงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อพัฒนากลุ่มเกษตรกรที่ยากจนที่สุดในสังคมไทย

เกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Farming เป็นการเกษตรที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพ ใช้ซากพืช มูลสัตว์ การปลูกพืชหมุนเวียน แร่ธาตุตามธรรมชาติในการปรับปรุงบำรุงดิน ผสมผสานกับการกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติช่วยในการควบคุมทำลายศัตรูพืช ที่มาของรูปแบบเกษตรอินทรีย์ นั้น เป็นแนวความคิดที่เกิดขึ้นมาจากการให้ความสำคัญของความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยวิธีทางธรรมชาติ ปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืชและสารเร่งการเจริญเติบโตทุกชนิด เนี่องจากการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในไร่นา ก่อให้เกษตรกรประสบปัญหาในด้านสุขภาพอย่างรุนแรง ประกอบกับต้องลงทุนสูง แต่ผลผลิตที่ได้มีความไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม นอกจากนี้สารเคมีที่ใช้ยังไปทำลายแมลงและสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ เป็นผลให้ระบบนิเวศเกิดความไม่สมดุล นอกจากนี้เกษตรอินทรีย์จะเน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากประสบการณ์ ผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่แบบพึ่งพาธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหา และนำมาสู่ความยั่งยืนทางการเกษตร โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือความสมบูรณ์ของดินและน้ำ ความปลอดภัยของอาหาร หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีโดยสิ้นเชิง

ทำนาแบบอินทรีย์

แนวทางการเกษตรแบบอินทรีย์ นั้น หัวใจสำคัญ คือ การปรับปรุงดินให้มีสภาพอุดมสมบูรณ์มากที่สุด เทคนิคต่างๆ ในการปรับปรุงดิน จึงถือเสมือนว่าเป็นปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จของการเกษตรอินทรีย์

การพัฒนารูปแบบ เกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย ได้รับการพัฒนามาจากประสบการณ์ในทางปฏิบัติ ของผู้ที่เป็นทั้งนักวิชาการเกษตรและเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรที่ทำการเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยมีกรรมวิธีที่หลากหลายในการจัดระบบการผลิต เช่น ทำการเพาะปลูกพืชหลายชนิดผสมผสานกันเพื่อให้เกิดความหลากหลาย ใช้ชีววิธีในการกำจัดศัตรูพืช หรือทำการปลูกพืชชนิดเดียวแต่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตเกษตรปลอดสารพิษได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และมีแนวโน้มการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการโดยขึ้นอยู่กับขนาด ความสด รสชาติ มาตรฐานและคุณภาพ ดังนั้นจึงมีการกำหนดมาตรฐานสากลของ สมาพันธ์ขบวนการเกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federal of Organic Agriculture Movement: IFOAM)ซึ่งต่อมาในประเทศไทยได้เปลี่ยนเป็น สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท.(Organization Agriculture Certification Thailand:ACT) โดยมีรูปแบบใหญ่ๆ คือ เน้นการปลูกพืชผัก เน้นการปลูกพืชไร่ เน้นการปลูกไม้ผล ด้วยระบบเกษตรอินทรีย์

เกษตรธรรมชาติ หรือ Natural Farming เป็นชื่อเฉพาะที่หมายถึง ประเภทของการทำเกษตรกรรม ซึ่งได้รับการพัฒนาและเผยแพร่โดยนักเกษตรธรรมชาติชาวญี่ปุ่น ชื่อ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ(Masanobu Fukuoka) เขาเชื่อว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่รู้อะไรเลยและไม่อาจเข้าใกล้ธรรมชาติ จึงยึดถือหลักการของ อกรรม(Do-noting) หรือการไม่กระทำ คือการปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม การงดเว้นกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่จำเป็นทุกชนิด และไม่แยกทุกสิ่งออกจากธรรมชาติ เป็นระบบเกษตรกรรมที่สร้างผลผลิตพืช และสัตว์ให้สอดคล้องกับนิเวศของพื้นที่ โดยพยายามแทรกแซงการใช้ปัจจัยและเทคโนโลยีทางการผลิตต่างๆให้น้อยที่สุด เพื่อให้ระบบเกษตรกรรมและธรรมชาติสามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกันเป็นองค์รวม

ที่มาของรูปแบบเกษตรธรรมชาติ นั้น เกิดจากความสำนึกในสิ่งแวดล้อมและระบบเกษตรในปัจจุบันที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางด้านการทำลายความสมดุลทางธรรมชาติไร่นา คือ การเริ่มกระบวนการแห่งการปรับเปลี่ยนแนวความคิดและแนวทางการทำการเกษตร เพื่อให้เป็นการทำการเกษตรที่สามารถรักษาสภาพแวดล้อม ด้วยการไม่ทำลายดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีเพื่อกำจัดศัตรูพืช และยึดถือกฎแห่งธรรมชาติ ตลอดจนเป็นการทำเกษตรกรรมที่ทำให้เกษตรกรสามารถมีชีวิต และความเป็นอยู่แบบพอเพียง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ (Self-Sufficiency and self-reliance) แนวทางอาจคล้ายกับระบบการเกษตรอินทรีย์ แต่เน้นความสามารถที่จะนำกระบวนการควบคุมทางธรรมชาติ โดยไม่มีการใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช รวมไปถึงไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีหรือการแทรกแซงใดๆ ในการบำรุงดิน การปล่อยให้ธรรมชาติในรูปของพืชชนิดต่างๆที่มีระบบการเจริญเติบโตและวงจรชีวิตที่แตกต่างกันควบคุมกันเอง จะก่อให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติได้ในที่สุด เน้นหนักในส่วนของดิน และสารเคมีที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ดิน รวมทั้งฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศต่างๆ อีกด้วย

การพัฒนารูปแบบ เกษตรธรรมชาติ ในประเทศไทย เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ.2530 ภายหลังจากที่ข้อเขียนเรื่อง One Straw Revolution ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ได้รับการถอดความและตีพิมพ์เป็นภาษาไทย และแนวความคิดเรื่องเกษตรธรรมชาติก็ได้รับการขานรับอย่างกว้างขวาง ต่อมากลุ่มสันติอโศก นับเป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มแรกที่ได้ขานรับแนวความคิดเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ และได้มีการตีพิมพ์และเผยแพร่แนวคิดและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเกษตรกรรมออกไป ทำให้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรจำนวนหนึ่ง เช่น นายคำเดื่อง ภาษี

การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของ ฟูกูโอกะ เป็นจุดสำคัญที่ทำให้แนวความคิดนี้มีได้รับความสนใจมากขึ้น ดังนั้น จึงทำให้เกิดการตื่นตัวและการยอมรับในแนวความคิดเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้มีการจัดตั้ง กลุ่มศึกษาเกษตรธรรมชาติ ขึ้นโดยเกษตรกรผู้ที่สนใจและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เช่น การพบว่าดินในหลายพื้นที่ เนื้อดินมีความแข็งมาก ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ การทำนาโดยไม่ไถพรวนเลย จึงเป็นไปได้ยาก ดังนั้น จึงมีการอนุโลมให้ไถพรวนไปก่อนในกรณีที่ดินแข็งและไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดการถกเถียงและอภิปรายกันอย่างกว้างขวางว่าผิดหลักเกษตรธรรมชาติหรือไม่

นี่เป็นส่วนสรุปของการทำเกษตรในแบบต่างๆ เพื่อระบบการเกษตร แบบยั่งยืน โดยเกษตรกรสามารถตั้งเป้าหมายและนำระบบที่เหมาะสมในพื้นที่เกษตรของตนเองไปพัฒนาต่อยอดได้อย่างถูกวิธี

ขอบคุณที่มา organicthailand.com / ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ / ชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ