การปลูกยางพารา ด้วยระบบน้ำหยด

ตอตาเขียว กล้ายางพารา

วันนี้มีข่าวแนะนำการปลูกยางพาราด้วยวิธีการใช้ระบบน้ำหยด เพื่อแก้ปัญหาฝนแล้งในภาคอีสาน ที่เขียนโดยคุณดลมนัส กาเจ จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นการแนะนำการปลูกยางพาราที่ดีอีกวิธีหนึ่งเลยทีเดียว เพราะปัญหายางพาราและกล้ายางตายในช่วงหน้าแล้งนั้นมีมาก อีกอย่างหนึ่ง การนำกล้ายางพาราไปปลูกในเขตพื้นที่ที่ไม่ใช่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ฝนตกชุก ทำให้เกิดการขาดน้ำอย่างรุนแรง และต้นยางที่ได้ก็แคระแกรน ไม่สูงงาม แต่ก็ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์ยางสำหรับปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง ทำให้การวิจัยกล้ายางมียางพันธุ์ต่างๆ มามากมาย สำหรับการปลูกด้วยวิธีนี้ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับชาวสวนยาง

หลังจากที่ราคายางพาราพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่ชักจูงให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกยางพารามากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน แต่กระนั้นต้องยอมรับว่าในพื้นที่ภาคอีสานมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างน้อย ส่งผลให้บางพื้นที่ต้นยางเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เกษตรกรที่มีเงินทุน อย่าง “สุริยา ศรีตะบุตร” ซึ่งปลูกยางพาราที่ ต.ชุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ใช้วิธีปลูกยางพาราด้วยระบบน้ำหยด ปรากฏว่าปลูกเพียง 1 ปี ต้นยางสูงถึง 4 เมตร เท่ากับต้นยางพาราที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนที่มีอายุกว่า 3 ปี

สุริยา บอกว่า มีอาชีพหลักคือรับเหมาก่อสร้าง พอมีเงินซื้อที่ดินไว้ ในช่วงแรกปลูกไม้ยืนต้นจำพวกยูคาลิปตัส ต้นสัก และพะยูง ปลูกได้ราว 4-5 ปี เห็นว่ายางพารามีราคาดี จึงศึกษาเกี่ยวกับการปลูกยางพาราตั้งแต่สภาพของดิน สภาพของภูมิอากาศ และกล้าพันธุ์ จึงตัดสินใจให้ชาวบ้านช่วยโค่นไม้ยืนต้น โดยยกไม้ทั้งหมดให้ชาวบ้าน ขอเพียงให้ชาวบ้านช่วยเคลียร์พื้นที่เตียนโล่ง จากนั้นเลือกพันธุ์ยางพารา เจวีพี-80 (JVP-80) จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด (ซีพีเอส) เพราะทราบว่ามีคุณสมบัติให้ผลผลิตสูง ทนแล้ง และต้านทานโรค นำไปปลูกในพื้นที่ทั้งหมดกว่า 300 ไร่ คือแปลงที่ ต.ชุมชน ราว 150 ไร่ และอีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ 170 ไร่

“ผมสังเกตดูที่ใต้ที่มีฝนตกชุก ตามที่ชาวบ้านเรียกว่า ฝนแปด แดดสี่ คือ 1 ปีฝนตก 8 เดือน และแดดออกเพียง 4 เดือนเท่านั้น เท่ากับต้นยางต้องการน้ำพอสมควร พอดีผมเป็นผู้รับเหมา มีแท็งก์น้ำขนาด 1.6 หมื่นลิตร ท่อพีวีซีที่เหลือใช้ จึงตัดสินใจปลูกยางพาราด้วยระบบน้ำหยด ทางซีพีเอสให้การสนับสนุนให้คำปรึกษา เลยตัดสินใจว่าจ้างขุดเจาะน้ำบาดาล 3 บ่อ วางท่อยางกระจายในพื้นที่ปลูกยางพารา 150 ไร่ ลงทุนครั้งแรกราว 6 แสนบาท พอสร้างเสร็จ สูบน้ำขึ้นแท็งก์ด้วยระบบไฟฟ้า ปล่อยน้ำหยดตามท่อที่วางไว้ ในฤดูหนาวเดือนละ 2 ครั้ง หากหน้าแล้งจัดเดือนละ 3 ครั้ง ปรากฏว่าต้นยางของผมโตเร็วมาก เมื่อเทียบกับเจ้าอื่นที่อยู่ใกล้กัน ต้นยางของผมอายุ 1 ปีแล้ว มีความสูงกว่า 4 เมตร ลำต้นโตกว่าแขน เท่ากับต้นยางที่รายอื่นปลูกที่มีอายุ 3 ปี ผมมั่นใจว่าอีก 4 ปีคงกรีดได้” สุริยา กล่าว

ส่วนอีกแปลงหนึ่งที่ปลูกในพื้นที่ 170 ไร่ ทดลองใช้วิธีรดน้ำด้วยการใช้รถยนต์ขนน้ำมารดต้นยางด้วยการลากสาย พบว่า มีความเจริญเติบโตพอๆ กัน แต่มีข้อดีข้อเสียที่ต่างกันตรงที่ว่าระบบน้ำหยดต้องลงทุนเงินก้อนในครั้งแรก และต้นยางปลายสายได้รับน้ำน้อยกว่า แต่รวดเร็ว เปิดครั้งเดียวน้ำจะไปพร้อมๆ กัน ส่วนการใช้รถยนต์ขนน้ำ เสียเวลาที่ต้องลากสาย สามารถให้น้ำเท่าๆ กันคือต้นละ 15 ลิตรต่อครั้ง แต่ต้องสร้างถนนระหว่างแปลงด้วย

การปลูกยางพารา นอกพื้นที่ แบบระบบน้ำหยด

ด้าน ขุนศรี ทองย้อยรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด บอกว่า ซีพีเอส ทำธุรกิจในการผลิตต้นกล้ายางคุณภาพ เจวีพี-80 ไม่ได้ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการใช้ระบบน้ำย่อยใช้ในสวนยางพาราในพื้นที่ที่มีฝนตกน้อย แต่ซีพีเอสส่งเสริมเกษตรกร แนะนำ และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการปลูกยางพาราใช้ระบบน้ำหยดให้เกษตรกรมาตลอด เพราะเห็นผลอย่างชัดเจนว่า ทำให้ต้นยางพารานั้นโตเร็ว อุดมสมบูรณ์ ซึ่งขณะนี้พบว่าเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหันมาใช้ระบบน้ำหยดในสวนยางพารามากขึ้น อย่างกรณีของ สุริยา ที่ระบบน้ำหยดพบว่าโตเร็วมาก

“ปกติยางพาราพันธุ์ เจวีพี-80 มีคุณสมบัติโตเร็ว ทนแล้งอยู่แล้ว และให้ผลผลิตสูงตกปีละ 500 กก.ต่อไร่ พอปลูกด้วยระบบน้ำหยด ทำให้ต้นโตขึ้นเร็วมากขึ้น ใบเขียวมัน ผมมั่นใจว่า ต้นยางอายุกว่า 5 ปีจะมีเส้นรอบวงของลำต้นถึง 50 ซม.สามารถเปิดกรีดได้แล้ว ขนาดอายุไม่ถึงปีผมเห็นต้นสูงกว่า 3 เมตร ถ้าดูแลอย่างนี้ปริมาณผลผลิตสูงแน่นอน” ขุนศรี กล่าวอย่างมั่นใจ

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก (วันที่ 5 ตุลาคม 2554)

เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ