ปลูกปอคิวบา ​ในภาค​ใต้ ป้อนตลาดอิน​โด

ปอคิวบา การปลูกปอคิวบา ในภาคใต้

กรมวิชา​การ​เกษตรจับมือมูลนิธิชัยพัฒนา ทดสอบปลูก ปอคิวบา ​ในพื้นที่ภาค​ใต้มุ่งสร้างพืชทาง​เลือก​ให้​เกษตรกรรายย่อย ​เตรียมหนุนส่งออก​ไปยังอิน​โดนี​เซียป้อนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม ​โดยนายจิรากร ​โกศัย​เสวี อธิบดีกรมวิชา​การ​เกษตร​เปิด​เผยว่า ปอคิวบา(Kenaf)​เป็นพืช​เส้น​ใยหนึ่งชนิดที่มีศักยภาพสูง​และมี​โอกาสทาง​การตลาด ​โดย​เฉพาะ​การส่งออก​ไปยังประ​เทศอิน​โดนี​เซีย ที่มี​ความต้อง​การ​ใช้ปอคิวบา​ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ขณะที่มา​เล​เซียต้อง​การ​ใช้​ใบปอคิวบา​เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ปริมาณมาก ​ซึ่งถือ​เป็นช่องทางที่จะช่วยสร้างอาชีพ​และสร้างราย​ได้​ให้กับ​เกษตรกร​ในพื้นที่ภาค​ใต้​เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กรมวิชา​การ​เกษตร​จึง​ได้ส่ง​เสริม​และสนับสนุน​ให้นำปอคิวบา​เข้า​ไปปลูก​ในพื้นที่ดังกล่าว ​เพื่อ​เพิ่มทาง​เลือก​ให้​แก่​เกษตรกร

ขณะนี้กรมวิชา​การ​เกษตร​ได้ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา ​เร่งศึกษา​ความ​เหมาะสมทางวิชา​การ​เกี่ยวกับพันธุ์ปอคิวบาที่​เหมาะกับ​แหล่งปลูก​ในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ ​ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช ​และพัทลุง อีก​ทั้งยังศึกษา​และพัฒนา​เทค​โน​โลยีด้าน​การ​เขตกรรม​เพื่อช่วย​เพิ่มประสิทธิภาพ​การผลิตปอคิวบา​ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยขณะ​เดียวกันมูลนิธิชัยพัฒนายังจะร่วมกับบริษัท TOYOTA BOSHOKU ASIA ทดสอบ​เทค​โน​โลยี​การ​แช่ฟอก​ใหม่ ที่​ไม่มีปัญหา​เรื่องน้ำ​เสีย​และกลิ่น​เหมือน​เมื่อก่อน

นาย​ไพ​โรจน์ สุวรรณจินดา ​ผู้อำนวย​การสำนักวิจัย​และพัฒนา​การ​เกษตร​เขตที่ 8 จังหวัด สงขลา กล่าว​เพิ่ม​เติมว่า ปอคิวบา​เป็นพืชที่ปลูกง่าย ​โต​เร็ว ​เกษตรกรสามารถปลูก​ได้​ทั้งก่อน​และหลังนา มีอายุ​เ​ก็บ​เกี่ยวสั้น ประมาณ 3-5 ​เดือน​ก็สามารถ​เ​ก็บ​เกี่ยว​ได้พื้นที่ 1 ​ไร่ จะ​ได้ผลผลิตต้นสดประมาณ 6-7 ตัน(​เป็นผลผลิต​เปลือกสด ประมาณ 2 ตัน/​ไร่)ปัจจุบันราคารับซื้อต้นสดอยู่ที่กิ​โลกรัมละ 0.85 บาท ​ซึ่งคาดว่าจะช่วย​ให้​เกษตรกรมีราย​ได้5,000-6,000 บาท/​ไร่/ปี ส่วน​ใบปอคิวบายังสามารถนำ​ไป​เลี้ยงสัตว์​ได้ ​เนื่องจากมี​โปรตีนสูงประมาณ 20 % นอกจากนั้นปอคิวบายังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอน​ไดออก​ไซด์​ได้ค่อนข้างดี​ซึ่งจะช่วยลดภาวะ​โลกร้อน​ได้

ทางบริษัท TOYOTA BOSHOKU ASIA มี​ความสน​ใจที่จะรับซื้อต้นปอคิวบาสด​แล้วส่งออก​ไป​แช่ฟอกที่อิน​โดนี​เซีย ​เพื่อ​ใช้​เส้น​ใย​เป็นส่วนประกอบร่วมกับพลาสติกสัง​เคราะห์​ใน​การบุผนังด้าน​ในของประตูรถยนต์ ​โดย​เฉพาะ​การผลิตรถยนต์ที่​เป็นมิตรกับสิ่ง​แวดล้อม ​เช่น อี​โค่คาร์(Eco Car) รวม​ถึงรถยนต์หรูที่มีราคา​แพง ​ซึ่งย้ายฐาน​การผลิต​ไปอยู่​ในอิน​โดนี​เซีย มี​ความต้อง​การ​เส้น​ใยปอคิวบา​เป็นส่วนประกอบรถยนต์ปริมาณมาก

ปอคิวบา การปลูกปอคิวบา ในภาคใต้

การปลูกปอ โดยทั่วไป

ปอเป็นพืชที่ตอบสนองต่อช่วงแสงมากซึ่งกระตุ้นให้ปอออกดอกในช่วงเวลาของวันสั้น ปอกระเจาเริ่มออกดอกราวเดือนสิงหาคมปอคิวบาออกดอกประมาณเดือนกันยายนถึงตุลาคม สำหรับปอแก้วช่วงแสงในเวลากลางวันมีผลให้ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม การออกดอกของปอทำให้การเจริญเติบโตทางลำต้นสิ้นสุดการสร้างผลิตผลของเส้นใยก็สิ้นสุดลงด้วย การปลูกปอจึงจำเป็นต้องให้ปอเจริญเติบโตทางลำต้นยาวนานที่สุดเพื่อจะให้ได้ผลิตผลเส้นใยสูงสุดตามปกติเกษตรกรจะเริ่มปลูกปอเมื่อฝนเริ่มตกในระยะแรกประมาณเดือนเมษายนหรืออย่างช้าเดือนพฤษภาคม การปลูกปอช้าไปกว่านี้จะทำให้ปอมีโอกาสเจริญเติบโตทางลำต้นน้อยลงเป็นผลให้ปลูกปอได้เพียงปีละ 1 ครั้ง

วิธีปลูกปอ

การปลูกปอให้ได้ผลิตผลสูงควรปลูกให้มีจำนวนต้นปอต่อไร่อยู่ระหว่าง๕๓,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ต้นต่อไร่ถ้าปลูกให้มีจำนวนมากกว่านี้ผลิตผลก็ไม่เพิ่มขึ้นแต่ขนาดของลำต้นจะเล็กลงเนื่องจากการแข่งขันกันเอง ทำให้เสียเวลาในการเก็บเกี่ยวและแช่ฟอกทั้งอาจจะมีการระบาดของโรคและแมลงได้ง่ายแต่ในทางตรงกันข้ามถ้าปลูกปอให้มีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดปอจะแตกกิ่งและล้มง่ายมีปัญหาเรื่องวัชพืชมากและผลิตผลต่ำ ตามปรกติการปลูกปอนิยมปลูกอยู่ ๒ วิธี คือ

  • การปลูกเป็นแถว โดยมีการปลูกที่ใช้ระยะปลูกระหว่างแถว ๓๐ เซนติเมตร ระหว่างต้น ๑๐ เซนติเมตร ปอ ๑ ต้นต่อหลุม แต่การปลูกโดยวิธีนี้ทำให้ปลูกได้ช้า เสียค่าใช้จ่ายมากอาจปลูกโดยโรยเมล็ดปอเป็นแถว เพิ่มระยะระหว่างแถวเป็น ๕๐ เซนติเมตร สำหรับปอแก้วใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา ๓ กิโลกรัมต่อไร่ และปอกระเจาใช้ในอัตราประมาณ ๐.๕ กิโลกรัมต่อไร่ ข้อดีของการปลูกเป็นแถวคือทำให้ดูแลรักษาได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ลดโอกาสการระบาดของโรคและแมลงลงได้
  • การปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีการที่กสิกรปฏิบัติกันมาก เพราะสามารถปลูกได้เร็ว ใช้แรงงานน้อย วิธีการนี้จะเหมาะสมในสภาพที่มีวัชพืชรบกวนน้อย แต่ถ้าเกิดโรคขึ้นในแปลงปลูก โรคจะแพร่ระบาดได้เร็วกว่าการปลูกเป็นแถว สำหรับอัตราเมล็ดพันธุ์ที่แนะนำให้กสิกรหว่านคือ ปอแก้วใช้ในอัตรา ๓ กิโลกรัมต่อไร่ ปอกระเจาใช้ในอัตรา ๐.๕-๑.๐ กิโลกรัมต่อไร่
    การดูแลรักษา

การปลูก ปอคิวบา ในประเทศไทย

ตามปกติปอเป็นพืชที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีต้องการการดูแลรักษาไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่ชนิดอื่น ๆ สำหรับการดูแลรักษาโดยทั่วไป ได้แก่ การถอนแยกเพื่อให้ปอคงประชากรในแปลงปลูกประมาณ ๕๓,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ต้นต่อไร่ การถอนแยกโดยทั่วๆ ไป จะทำเมื่ออายุไม่เกิน ๒๐ วัน ทำพร้อมกับการกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำควรใช้ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ในอัตรา ๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่ในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่แมลงที่ระบาดเป็นประจำและเป็นศัตรูสำคัญของปอแก้วและปอคิวบา ได้แก่ เพลี้ยจักจั่น แมลงชนิดนี้จะพบทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบาดรุนแรงเมื่อฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ปกติระบาดสูงในช่วงเดือนมิถุนายนกันยายน แมลงทำลายปอโดยการดูดน้ำเลี้ยงใต้ใบ ทำให้ใบปอเหลือง ซีดและม้วนลง เป็นผลให้ปอชะงักการเจริญเติบโต ถ้าระบาดในช่วงปอมีอายุน้อยต้นปออาจตายได้

ปอแก้วทนต่อการทำลายของเพลี้ยจักจั่นได้ดีกว่าปอคิวบาการระบาดของแมลงชนิดนี้จะหายไปเมื่อมีฝนตก สำหรับปอกระเจา หนอนคืบเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุด ทำลายโดยกัดกินใบให้เป็น รพรุน ปอจะชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าระบาดในช่วงปอออกดอกก็จะไม่มีผลต่อผลิตผลปอ โรคโคนเน่า (Collar rot) เป็นอันตรายและทำความเสียหายให้แก่ปอแก้วมากที่สุด พบได้ในแหล่งปลูกทุก ๆ ที่ โรคนี้เกิดจากเชื้อราไฟทอฟทอรา ไมโคเทียมี พรรณ พาราสิติคา (Phytophthora micotiame Var. Parasitica) ที่อาศัยอยู่ในดิน เชื้อรานี้สามารถเข้าทำลายปอได้ทุกช่วงอายุ แต่โดยทั่วไปจะพบในช่วงที่ปอใกล้ออกดอกและช่วงที่มีฝนตกชุก โรคนี้ทำให้ปอเหี่ยวและตายได้ ปอคิวบาต้านทานต่อโรคนี้ได้ดีกว่าปอแก้ว จึงสามารถปลูกในสภาพชื้นแฉะได้

ปอคิวบา อ่อนแอต่อโรครากปม (Rootknot) ซึ่งเกิดจากไส้เดือนฝอยที่พบว่าระบาดมากในดินร่วนปนทรายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ปลูกปอคิวบาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจึงมีจำกัดโรคเน่าคอดิน (Damping-off) เกิดจากเชื้อรามาโครฟอมินา คอร์โคไร (ฟาริโอลินา) (Macrophomina Corchori (phareolina)ซึ่งสามารถอาศัยอยู่ในดินตามซากพืชหรือติดมากับเมล็ดเชื้อรานี้ระบาดมากในช่วงฝนตกและอากาศอบอ้าว ป้องกันได้โดยใช้เมล็ดพันธุ์จากต้นที่ไม่เป็นโรคและปลูกปอแต่เนิ่นๆ

ปอคิวบา มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาแถบแองโกรา ซึ่งภูมิประเทศมีลักษณะร้อนชื้นอยู่ระหว่างเส้นละติจูด 40 – 48 องศาเหนือแล้วต่อมาจึงกระจัดกระจายออกไปแถบรัสเซียและแมนจูเรีย จนถึงเส้นละติจูด 30 องศาใต้

การนำพันธุ์ปอคิวบา เข้ามาปลูกในประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอแก้วนั้น ค้นคว้าหลักฐานไม่พบ เท่าที่ทราบครั้งแรกเรียกกันว่า ปอแก้วจีนสันนิษฐานว่า คงมีผู้นำมาจากประเทศจีนหรือไต้หวันเป็นครั้งแรก แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นปอแก้วไทยและเป็นปอแก้วในปัจจุบัน ส่วนการนำพันธุ์ปอแก้วมาทดลองปลูกเริ่มมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2475 โดยหลวงอิงคศรีกสิการ (นายอินทรีย์ จันทรสถิตย์) นำมาปลูกทดสอบพันธุ์ที่โรงเรียนเกษตรกรรมโนนวัด (เปลี่ยนชื่อเป็นสถานีทดลองพืชไร่โนนสูง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ปัจจุบันได้ยุบสถานีไปแล้ว) ซึ่งขณะนั้นสังกัดอยู่ในกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการต่อมาใน พ.ศ. 2493 ประเทศไทยได้เริ่มปลูกปอแก้วกันเพิ่มขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยมี เนื้อที่ปลูกประมาณ 31,000 ไร่ ได้ผลิตผลประมาณ 4,700 ตัน

การปลูก ปอคิวบา ในประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2475 นายเริ่ม บูรณฤกษ์ รองอธิบดีกรมกสิกรรม ได้นำเมล็ดพันธุ์ปอคิวบาจำนวน 108 สายพันธุ์จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาทดลองปลูกในประเทศไทย มอบหมายให้กองการค้นคว้าและทดลอง (ปัจจุบันเป็นสถาบันวิจัยพืชไร่) กรมกสิกรรม ทำหน้าที่ค้นคว้าทดลองเพื่อหาพันธุ์ดีใช้ในการส่งเสริม

ปอคิวบา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ไฮบิสคุสคานาบินุส ลินเนียส (Hibiscus Cannabinus Linnaeus) มีชื่อพื้นเมืองเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่นที่ปลูก เช่น เคนัฟ (kenal) เดคคานเฮมพ์ (deccanhemp) บิมลิพาตัม (bimlipatam) และเมสตา (mesta)

การปลูก ปอคิวบา ในต่างประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของปอแก้วและปอคิวบา

ปอแก้วและปอคิวบามีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่แตกต่างกันตรงที่รูปร่างหรือขนาดเท่านั้นส่วนอื่น ๆ มีลักษณะใกล้เคียงกันมากดังนี้

  • ระบบราก มีรากแก้วหยั่งลงไปในดินลึกประมาณ 40-50 เซนติเมตร
  • ลำต้น สูงเรียวตั้งตรง 3-4 เมตร ไม่แตกกิ่ง มีสีเขียว สีม่วงแดง มีสีเขียวปนแดง มีทั้งผิวเรียบหรือมีหนาม
  • ใบ เกิดสลับกันบนลำต้น สำหรับปอแก้วเป็นใบชนิดใบประกอบ (palmately compound) ใบหนึ่ง ๆ มีลักษณะแยกเป็นแฉกคล้ายนิ้วมือ ส่วนปอคิวบาเป็นใบชนิดใบเดี่ยว และใบประกอบ อาจจะพบทั้งสองชนิดบนต้นเดียวกัน ขอบใบของปอแก้วและปอคิวบามีหยักคล้ายฟันเลื่อย
  • ดอก เป็นดอกเดี่ยว มีกลีบดอก 5 อัน สีเหลืองที่ฐานดอกมีสีม่วงและออกดอกในช่วงวันสั้น เป็นพืชผสมตัวเอง
  • ฝัก มีลักษณะกลม ปอคิวบาจะมีขนมาก มีเมล็ด 20-50 เมล็ดต่อฝัก
  • คุณภาพเส้นใย ปอคิวบาจะให้คุณภาพเส้นใยดีกว่าปอแก้ว ปอทั้งสองชนิดนี้ ในต้นหนึ่ง ๆ จะให้ปริมาณเส้นใย ประมาณร้อยละ 4-6
  • สภาพพื้นที่ ปอ คิวบามีความทนต่อความแห้งแล้งได้น้อยกว่าปอแก้ว แต่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพน้ำขัง และทนต่อการระบาดของโรคและแมลงได้น้อยกว่าปอแก้ว
  • อายุการเก็บเกี่ยว เมื่อปอออกดอกประมาณร้อยละ 50 ของลำต้น (150-160 วัน)
เกษตรมือใหม่

เกษตรมือใหม่

เริ่มต้นจากการที่อยากปลูกผักกินเอง ปลูกมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นไอเดียที่หลากหลายและอยากนำมาแชร์กันให้รู้ ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผักนะเออ